🎉✨ โอกาสมาถึงแล้ว! รีบสมัครด่วน — รับจำนวน 40 คนเท่านั้น! ✨🎉
💼 โครงการผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ฯ
หลักสูตร การยกระดับศักยภาพผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ในอุตสาหกรรมสุขภาพและความงานครบวงจร
📅 ระยะเวลาอบรมและฝึกปฏิบัติ 20 พ.ค. - 20 ก.ย. 2569
🗓️ จำนวน 285 ชั่วโมง (ทฤษฎี 135 ชั่วโมง ปฏิบัติ 150 ชั่วโมง)
🌟 หลักสูตรเพื่อพัฒนาผู้ประกอบการ 3 Phase
🔸 Phase 1: Foundation ยุทธศาสตร์ กฎหมาย การเงิน และนวัตกรรม
🔸 Phase 2: Specialization ฝึกปฏิบัติเข้มข้นในวิชาเฉพาะทาง
🔸 Phase 3: Implementation พื้นที่ทดลองธุรกิจจริง
👥 กลุ่มเป้าหมาย
✅ กลุ่มบุคคลทั่วไปตั้งแต่อายุ 18 ปีขึ้นไป
✅ กลุ่มนิสิต/นักศึกษา ในสถาบันการศึกษา
✅ กลุ่มคนสูงวัย
🎁 เรียนฟรี! ไม่มีค่าใช้จ่าย
⏰ สมัครได้ตั้งแต่วันนี้ ถึงวันที่ 15 พฤษภาคม 2569
🔈 ติดตามประกาศผลวันที่ 17 พฤษภาคม 2569 📣 ได้ที่ https://sme.extension-school.com/
👉 คลิกสมัครเลยที่นี่: https://forms.gle/Dqn33Soy1M6BogkG9
📞 สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม
คณะวิทยพัฒน์ โทร. 02-697-6000 ต่อ 6351
🌱 ผลิตบัณฑิตพันธุ์ใหม่ พัฒนาศักยภาพธุรกิจสู่อนาคต
ในยุคที่การแข่งขันในประเทศสูงขึ้น การมองหาตลาดต่างประเทศที่มีกำลังซื้อ "มหาศาล" และ "มั่นคง" คือทางรอดและทางรวยของ SME ไทย และถ้าพูดถึงเบอร์หนึ่งในอาเซียนเวลานี้ คงหนีไม่พ้น "อินโดนีเซีย" เจ้าของตำแหน่งตลาดมุสลิมที่ใหญ่ที่สุดในโลก
บทความนี้จะสรุปกลยุทธ์สำคัญ เพื่อให้ผู้ประกอบการ SME นำไปต่อยอดธุรกิจ และเปลี่ยน "สินค้าไทย" ให้เป็น "สินค้ายอดฮิต" ในแดนอิเหนา
อินโดนีเซียไม่ใช่แค่ประเทศเพื่อนบ้าน แต่คือ "ยักษ์ใหญ่" ทางเศรษฐกิจด้วยปัจจัยหนุนดังนี้:
ฐานลูกค้ามหาศาล: มีชาวมุสลิมกว่า 230 ล้านคน ที่ขับเคลื่อนความต้องการสินค้าฮาลาลในทุกมิติ
ชนชั้นกลางกำลังโต: คาดการณ์ว่าในปี 2573 จะมีครอบครัวชนชั้นกลางเพิ่มขึ้นเป็น 20 ล้านครัวเรือน (ข้อมูลจาก Indonesia Halal Food & Beverage Market Forecast 2023-2030) ซึ่งกลุ่มนี้ยินดีจ่ายเพื่อ "คุณภาพ" และ "ภาพลักษณ์"
เศรษฐกิจแข็งแกร่ง: IMF คาดการณ์ GDP ปี 2568 จะโตถึง 4.7% สูงกว่าหลายประเทศในภูมิภาคเดียวกัน
SME ไทยมีจุดแข็งเรื่อง "รสชาติ" และ "มาตรฐานการผลิต" อยู่แล้ว เพียงแค่ต้องเลือกกลุ่มสินค้าให้ถูกที่ถูกเวลา:
| กลุ่มสินค้า | โอกาสของ SME ไทย | ข้อแนะนำเพิ่มเติม |
| ฮาลาลโดยธรรมชาติ (Natural Halal) | ผักสด, ผลไม้, ข้าว, ธัญพืช, อาหารทะเล | เน้นความสดใหม่และมาตรฐานการขนส่ง (Cold Chain) |
| สินค้าแปรรูปที่ต้องรับรอง (Certified Halal) | ขนมขบเคี้ยว, เครื่องดื่ม, เครื่องสำอาง, บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป | สำคัญมาก: ต้องได้รับตราฮาลาลที่รับรองโดย BPJPH ของอินโดนีเซียเท่านั้น |
| สินค้ามูลค่าเพิ่ม (High Value-Added) | อาหารเพื่อสุขภาพ, ออร์แกนิก, Plant-based, อาหารเสริม | เป็น Blue Ocean (ตลาดใหม่) ที่คู่แข่งยังน้อย แต่กำไรต่อชิ้นสูง |
หากคุณต้องการส่งออกไปอินโดนีเซีย นี่คือ 4 สิ่งที่ต้องทำทันที:
ตรวจสอบมาตรฐานฮาลาลใหม่: ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2567 อินโดนีเซียบังคับใช้กฎหมายรับรองฮาลาลอย่างเข้มงวดในกลุ่มอาหารและเครื่องดื่ม SME ไทยควรเร่งประสานงานกับสำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทย เพื่อตรวจสอบความสอดคล้องกับเกณฑ์ของอินโดนีเซีย
ปรับ Packaging ให้โดนใจ: นอกจากรสชาติแล้ว ดีไซน์ต้องสื่อถึงความพรีเมียมและความสะอาด (Toyyiban) ภาษาบนฉลากควรมีภาษาอินโดนีเซีย (Bahasa Indonesia) เพื่อสร้างความเป็นกันเอง
หาพันธมิตรท้องถิ่น: การมี Partner ที่เข้าใจกฎระเบียบและช่องทางการกระจายสินค้าในอินโดนีเซียจะช่วยลดความเสี่ยงได้มหาศาล
ใช้เครื่องมือดิจิทัล: ชาวอินโดนีเซียใช้ Social Media สูงมาก การทำการตลาดผ่าน TikTok หรือ E-commerce ท้องถิ่นจะช่วยให้แบรนด์ SME เข้าถึงกลุ่มวัยรุ่นและคนทำงานได้เร็วที่สุด
การไปต่างคนเดียวอาจจะยาก ปัจจุบันมีหน่วยงานและบริการที่ช่วย SME ไทยโดยเฉพาะ เช่น:
Krungsri ASEAN LINK: บริการที่ปรึกษาทางธุรกิจสำหรับผู้ที่ต้องการหาพันธมิตรและจัดการธุรกรรมการเงินในอาเซียน
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ (DITP): สำหรับข้อมูลงานแสดงสินค้าและกิจกรรมจับคู่ธุรกิจ (Business Matching)
มุมมองจากผู้เชี่ยวชาญ: "ตลาดฮาลาลไม่ใช่แค่เรื่องของศาสนา แต่คือเรื่องของ 'มาตรฐานความปลอดภัย' ซึ่งเป็นเทรนด์โลก (Global Trend) หาก SME ไทยทำสินค้าให้ผ่านมาตรฐานฮาลาลอินโดนีเซียได้ เท่ากับว่าคุณกำลังถือใบเบิกทางไปสู่ตลาดมุสลิมทั่วโลก"
แหล่งข้อมูลอ้างอิง:
ศูนย์วิจัยและให้คำปรึกษา Krungsri The COACH: เจาะลึกโอกาสตลาดฮาลาลอินโดนีเซีย
การคาดการณ์เศรษฐกิจโดย IMF (International Monetary Fund)
Indonesia Halal Food & Beverage Market Forecast 2023-2030
⚠️ อยากส่งออกผลไม้ แต่ยังไม่รู้จะเริ่มยังไง? ถึงเวลาปลดล็อกเกมส่งออกผลไม้ไทย
แบบมืออาชีพ เวทีที่จะทำให้คุณ “ขายได้จริง ส่งออกเป็น เห็นกำไร”📦🍍
✅ ขอเชิญร่วมงานบรรยายพิเศษ
“How to ส่งออกผลไม้ไทย เดินเกมอย่างไรให้ตรงใจลูกค้า”
🗓️ วันศุกร์ที่ 8 พฤษภาคม 2569
⏰ เวลา 13.30 – 15.00 น.
💻 ผ่านระบบออนไลน์ Zoom Meeting
🎯 Highlight ห้ามพลาด
🔹 กล่าวถึงความสำคัญและเปิดงาน โดย คุณภูมินทร์ หะรินสุต รองประธานกรรมการหอการค้าไทย
🔹 บรรยายพิเศษ “ถอดสูตรส่งออกผลไม้ไทย: วางกลยุทธ์ให้ขายได้ ส่งถึงปลายทางแบบมือโปร”
โดยผู้เชี่ยวชาญด้านโลจิสติกส์ตัวจริง
👍🏻 อ.ดร.อัณณ์ณิชา ธัญญะชัยรัตน์
รองคณบดีฝ่ายบริหาร คณะบริหารธุรกิจ ม.หอการค้าไทย
👍🏻 อ.ณัฏฐ์ธกรณ์ ภิญญานิธิกร
อาจารย์ผู้เชี่ยวชาญพิเศษ คณะบริหารธุรกิจ ม.หอการค้าไทย
👉🏻 ลงทะเบียนเข้าร่วมได้ที่: https://forms.gle/9itAzpetc6yNRQrV7
เติมความรู้ให้ครบทุกมิติแล้วก้าวสู่การเป็นผู้ส่งออกผลไม้ไทยอย่างมืออาชีพ📢
-----------------
☎️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติม ส่วนงานโครงสร้างพื้นฐานและอำนวยความสะดวกธุรกิจ หอการค้าไทย
โทร 02-018-6888 ต่อ 2730 (พิชากร)
ในวันที่โลกธุรกิจไม่ได้สู้กันแค่ที่ "สินค้า" แต่สู้กันที่ "ภูมิคุ้มกัน" ผู้ประกอบการ SME ไทยกว่า 3.3 ล้านรายกำลังเผชิญหน้ากับ Perfect Storm หรือพายุสมบูรณ์แบบที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน ทั้งวิกฤตต้นทุนพุ่ง กำลังซื้อหดหาย การรุกรานของสินค้าราคาถูกข้ามชาติ และคลื่นยักษ์ AI ที่พร้อมจะดิสรัปต์ทุกคนที่ไม่ปรับตัว
เพื่อตอบโจทย์นี้ เภสัชกร ดร.แสงสุข พิทยานุกุล ผู้ปั้นแบรนด์พันล้านอย่าง Smooth E และ Dentiste จึงได้จับมือกับกูรูด้านการตลาดระดับประเทศ ก่อตั้ง สมาคมการตลาดผู้ประกอบการไทย (TEMA) เพื่อเป็นพี่เลี้ยงพา SME ไทยผ่าวิกฤตนี้ไปให้ได้
ดร.แสงสุข วิเคราะห์ว่าหาก SME ยังทำธุรกิจแบบเดิม ภายใน 5 ปีข้างหน้า อาจมีถึง 44% ที่ต้องปิดตัวลง โดยมีสาเหตุหลักจาก:
Economic Strain: กำไรถูกบีบจากต้นทุนที่สูงขึ้นในขณะที่ลูกค้าประหยัดเงินมากขึ้น
AI & Tech Disruption: พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไว ถ้าใช้เครื่องมือดิจิทัลไม่เป็นจะตกขบวนทันที
Hyper-Competition: สินค้าราคาถูกจากต่างประเทศบุกตลาดผ่านอีคอมเมิร์ซแบบไร้พรมแดน
Management Gap: สินค้าดีแต่บริหารไม่เป็น ขาดกลยุทธ์การตลาดที่ชัดเจน
หัวใจสำคัญที่ TEMA นำมาใช้คือโมเดล SME Clinic ที่มองว่าธุรกิจที่กำลังแย่เปรียบเสมือน “ผู้ป่วย” การรักษาที่ตรงจุดจึงไม่ใช่แค่การอัดฉีดเงินทุน แต่คือการ "วินิจฉัยโรค"
SME Health Check: การตรวจสุขภาพธุรกิจเชิงลึกเพื่อหาจุดแข็งและจุดอ่อนที่แท้จริง
Case-by-Case Analysis: ทีมผู้เชี่ยวชาญจะลงพื้นที่วิเคราะห์ปัญหาเฉพาะราย เพราะแต่ละธุรกิจมี "DNA" ที่ไม่เหมือนกัน
Transformation: เปลี่ยนจากแค่ "เจ้าของธุรกิจ (Business Owner)" ให้กลายเป็น "ผู้ประกอบการ (Entrepreneur)" ที่พร้อมรับมือความเปลี่ยนแปลง
ประโยคเด็ดของ ดร.แสงสุข ที่ต้องการเปลี่ยนวิธีคิดของ SME ไทย คือการสนับสนุนให้ "กล้าลองผิดลองถูก" > "ความล้มเหลวคือวิชาเรียนที่แพงที่สุดและดีที่สุด"
การ "รีบเจ๊ง" ในที่นี้หมายถึงการทดลองทำสิ่งใหม่ในสเกลเล็กๆ เพื่อให้รู้ว่าอะไรเวิร์กหรือไม่เวิร์ก หากจะล้มให้รีบล้มตอนที่ความเสียหายยังน้อย เพื่อนำบทเรียนมาสร้างความสำเร็จที่ยิ่งใหญ่ในภายหลัง ดีกว่ากอดความสำเร็จในอดีตไว้จนสายเกินแก้
เป้าหมายของ TEMA คือการสร้างเครือข่าย SME คุณภาพ 10,000 รายในปีแรก และขยายสู่ 330,000 รายในอนาคต เพื่อเปลี่ยนโครงสร้างเศรษฐกิจฐานรากของไทยจากการ "รอความช่วยเหลือ" เป็นการ "สร้างความแตกต่าง" ด้วยนวัตกรรมและการตลาดที่เหนือชั้น
บทสรุปสำหรับผู้ประกอบการ: ทางรอดเดียวในยุค Perfect Storm คือการไม่หยุดนิ่ง SME ต้องเร่งสำรวจสุขภาพธุรกิจตัวเอง ปรับ Mindset ให้พร้อมรับความล้มเหลวเพื่อเรียนรู้ และใช้เครื่องมือเทคโนโลยีเข้ามาเสริมแกร่ง ก่อนที่พายุลูกนี้จะพัดพาธุรกิจของคุณหายไป
อ้างอิง: ประชาชาติธุรกิจ. (2569). "ดร.แสงสุข Smooth E ปั้นสมาคม TEMA ดัน SME ไทยฝ่าวิกฤต Perfect Storm"
สำหรับเจ้าของธุรกิจ SME หลายคน การ "ขายดี" ไม่ได้แปลว่า "มีกำไร" เสมอไป หากคุณไม่รู้ว่าตัวเลขกำไรที่แท้จริงจะเริ่มขึ้นเมื่อไหร่ การทำธุรกิจก็เหมือนการพายเรือวนอยู่ในอ่างที่มองไม่เห็นฝั่ง บทความนี้จะถอดรหัส จุดคุ้มทุน (Break Even Point) เครื่องมือชี้วัดที่จะเปลี่ยน SME จากโหมด "ประคองตัว" ให้เข้าสู่โหมด "รับทรัพย์" อย่างมั่นใจ
จุดคุ้มทุนคือระดับยอดขายที่ รายรับรวม เท่ากับ รายจ่ายรวม พอดี (กำไรเป็น 0)
ถ้าขายได้น้อยกว่านี้: ขาดทุนทันที
ถ้าขายได้เท่านี้: รอดตัว (คืนทุนค่าใช้จ่าย)
ถ้าขายได้มากกว่านี้: ทุกบาทที่เกินมาคือ "กำไรสุทธิ"
การรู้ตัวเลขนี้จะช่วยให้คุณตั้งเป้าหมายยอดขายรายวัน/รายเดือนได้แม่นยำ และไม่ตั้งราคาสินค้าแบบเดาสุ่มอีกต่อไป
ก่อนคำนวณ คุณต้องแบ่งค่าใช้จ่ายในร้านออกเป็น 2 กองหลัก:
ต้นทุนคงที่ (Fixed Cost): จ่ายเท่าเดิมทุกเดือน ไม่ว่าลูกค้าจะเข้าร้านกี่คน (เช่น ค่าเช่าที่, เงินเดือนพนักงาน, ค่าอินเทอร์เน็ต)
ต้นทุนแปรผัน (Variable Cost): ยิ่งขายมากยิ่งจ่ายมาก (เช่น ค่าวัตถุดิบ, ค่าแพ็กเกจจิ้ง, ค่าขนส่ง, ค่าคอมมิชชัน)
การหาจำนวนชิ้นที่ต้องขายให้คุ้มทุน ใช้สูตรทางคณิตศาสตร์ง่ายๆ ดังนี้:
ตัวอย่างเคสร้านครัวซองต์:
ต้นทุนคงที่ (ค่าเช่า + เงินเดือน): 30,000 บาท/เดือน
ราคาขายต่อชิ้น: 80 บาท
ต้นทุนแปรผัน (แป้ง + เนย + กล่อง): 30 บาท/ชิ้น
วิธีคิด: ชิ้น/เดือน (หมายความว่า คุณต้องขายให้ได้วันละ 20 ชิ้น ถึงจะเริ่มเห็นกำไรในชิ้นที่ 21)
หากคำนวณแล้วพบว่าต้องขายจำนวนมหาศาลกว่าจะคืนทุน SME สามารถใช้เทคนิคเหล่านี้ปรับตัวได้:
บีบต้นทุนคงที่ (Fixed Cost): ลองลดค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น เช่น ปรับมาทำ Delivery เพื่อลดขนาดพื้นที่เช่า หรือใช้การจ้างงานแบบ Part-time ในช่วงเวลาที่ลูกค้าไม่แน่น
กดต้นทุนแปรผัน (Variable Cost): เจรจากับ Supplier เพื่อซื้อวัตถุดิบยกล็อตในราคาส่ง หรือปรับปรุงกระบวนการผลิตเพื่อลดของเสีย (Waste)
อัปเกรดราคาขายด้วย Value Added: หากไม่สามารถลดต้นทุนได้ ให้เพิ่ม "คุณค่า" เพื่อขยับราคาขาย เช่น การตกแต่งบรรจุภัณฑ์ให้สวยงาม หรือสร้างเรื่องราวให้แบรนด์ (Storytelling) ซึ่งจะช่วยให้ถึงจุดคุ้มทุนเร็วขึ้นด้วยจำนวนยอดขายที่น้อยลง
ในโลกธุรกิจ บางครั้งการจะลดต้นทุนให้ถูกลง ต้องแลกมาด้วยการ "ลงทุนเพิ่ม" เช่น การซื้อเครื่องจักรที่ทันสมัยขึ้น หรือการสต็อกของจำนวนมาก หากสภาพคล่องติดขัด แผนการลดจุดคุ้มทุนอาจหยุดชะงัก
การมองหาแหล่งเงินทุนอย่าง "สินเชื่อธุรกิจ Quick Loan" จากกรุงศรี จึงเป็นทางออกที่น่าสนใจสำหรับ SME เพราะให้วงเงินสูงถึง 15 ล้านบาท และผ่อนได้ยาวถึง 12 ปี ช่วยให้ธุรกิจมีกระแสเงินสดหมุนเวียน ไม่ต้องกังวลเรื่องค่าใช้จ่ายคงที่ในช่วงขยายกิจการ
Tip :การรู้สูตรคำนวณจุดคุ้มทุนคือ "จุดเริ่มต้น" แต่การบริหารจัดการสภาพคล่องและมองให้เห็นต้นทุนที่แท้จริงคือ "จุดชี้เป็นชี้ตาย" SME ควรทำการคำนวณจุดคุ้มทุนใหม่ทุกๆ 3-6 เดือน หรือทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงราคาสินค้าและวัตถุดิบ เพื่อให้ "เข็มทิศ" ของคุณยังคงเที่ยงตรงอยู่เสมอในทุกสถานการณ์เศรษฐกิจ
แหล่งข้อมูล: Krungsri The COACH - สูตรคำนวณจุดคุ้มทุนง่าย ๆ ช่วย SME พลิกกำไร ไม่กลัวขาดทุน