สำหรับองค์ประกอบดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME พบว่า ด้านคำสั่งซื้อโดยรวม ปริมาณการผลิต/การค้า/บริการ การลงทุนโดยรวม กำไร และการจ้างงาน ปรับเพิ่มขึ้นทุกองค์ประกอบ ซึ่งอาจได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ และมีเพียงด้านต้นทุนรวม (ต่อหน่วย) ที่ปรับลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการ SME ยังมองว่าต้นทุนต่าง ๆ ในการประกอบธุรกิจยังอยู่ในระดับทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME รายภาคธุรกิจ พบว่า ภาคการผลิตอยู่ที่ระดับ 50.8 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 50.0 ของเดือนก่อนหน้า โดยมีสาเหตุจากราคาน้ำมันดีเซลที่ทรงตัวราว 30 บาทต่อลิตรตลอดทั้งเดือนเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนโลจิสติกส์และเสริมความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการขนส่งสูง เช่น โลหะ ยาง และพลาสติก ขณะเดียวกัน การผลิตอาหารชะลอลงเล็กน้อยหลังเร่งกำลังการผลิตในเดือนก่อน สะท้อนการปรับตัวกลับสู่ระดับปกติ ภาคการค้าอยู่ที่ระดับ 52.3 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 51.3 ของเดือนก่อนหน้า ซึ่งภาคการค้ามีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง และมีระดับความเชื่อมั่นสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคธุรกิจอื่น สะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศที่ได้แรงหนุนจาก “คนละครึ่งพลัส” และการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยให้การใช้จ่ายในหมวดสินค้าจำเป็นขยายตัวเด่นในระยะสั้น ขณะที่กลุ่มการขายสินค้าออนไลน์ได้อานิสงส์จากการกระตุ้นยอดขายของแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล 11.11 ภาคการบริการอยู่ที่ระดับ 51.9 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 50.0 จากเดือนก่อนหน้า ด้วยแรงหนุนจากมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ช่วยให้กลุ่มร้านอาหาร ขยายตัวดีขึ้น ขณะเดียวกัน การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น “เทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยา” นอกจากนี้ สภาพอากาศที่เย็นลงเอื้อต่อการเดินทาง ส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในหลายจังหวัดปรับตัวดีขึ้นในระยะสั้น ภาคธุรกิจการเกษตรอยู่ที่ระดับ 49.1 ปรับตัวลดลงจากระดับ 47.4 ของเดือนก่อนหน้า โดยความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจการเกษตรยังอยู่ต่ำกว่าค่าฐานต่อเนื่อง แม้บางพื้นที่จะเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวแล้วก็ตาม แต่ราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ และความเสียหายจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นโดยรวมฟื้นตัวได้จำกัด
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME รายภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 53.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 50.9 มีสาเหตุมาจากการเร่งจับจ่ายใช้สอยในช่วง 15 วันแรกของเดือนที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งครอบคลุมประชาชนจำนวนมาก ส่งผลให้มีการใช้จ่ายในหมวดสินค้าจำเป็น เช่น อาหารและของใช้ประจำวันเพิ่มขึ้นในวงกว้าง และช่วยหนุนกิจกรรมภาคการค้าให้ขยายตัวชัดเจนขึ้น ภาคตะวันออกอยู่ที่ระดับ 52.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 50.0 จากการจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะงาน “เทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยา” ขณะเดียวกันการเปิดพื้นที่ภายในงานให้ SME เข้ามาจำหน่ายสินค้าโดยไม่เสียค่าเช่า ยังช่วยลดต้นทุน เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และเสริมความเชื่อมั่นให้กับ SME ได้ ภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 52.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 50.1 จากสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเดินทางท่องเที่ยวฤดูหนาว มีการจัดกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นและนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมากขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดินทางระยะไกล (Long-haul) ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังเพิ่มขึ้นในกรอบจำกัด เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ระดับ 52.6 เพิ่มขึ้นจาก เดือนก่อนหน้าที่ระดับ 50.7 จากผลของมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยยังส่งต่อถึงช่วงปลายเดือน สะท้อนจากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวจีนมีการใช้จ่ายในกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทั้งค่าที่พัก อาหาร สินค้าและบริการต่าง ๆ สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามามากขึ้นในเดือนนี้ ภาคกลางอยู่ที่ระดับ 51.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 50.2 ซึ่งความเชื่อมั่นปรับเพิ่มขึ้นจากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยที่ยังส่งผลต่อเนื่องในพื้นที่ ประกอบกับกำลังซื้อจากภาคเกษตรที่ปรับดีขึ้นจากช่วงเก็บเกี่ยวและจำหน่ายข้าวนาปี ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรและสนับสนุนการใช้จ่ายในพื้นที่ให้ขยายตัวดีขึ้น ภาคใต้อยู่ที่ระดับ 45.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 49.6 จากเหตุอุทกภัยรุนแรงช่วงปลายเดือนในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้างและทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะงักลง ขณะเดียวกัน สถานการณ์น้ำท่วมยังกระทบการเดินทางของนักท่องเที่ยวหลักจากมาเลเซีย ทำให้การเข้ามาท่องเที่ยวไม่เป็นไปตามปกติในช่วงดังกล่าว สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 53.8 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 50.9 ที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนก่อนหน้า โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญยังอยู่ที่องค์ประกอบด้านคำสั่งซื้อและกำไร สะท้อนความคาดหวังของ SME ที่มีต่อการขยายตัวของอุปสงค์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมถึงช่วงเทศกาลตรุษจีนที่จะช่วยเสริมบรรยากาศการจับจ่ายและยอดขายในระยะสั้น นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามายังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนซึ่งจะมีแรงส่งต่อภาคบริการและการท่องเที่ยวในระยะถัดไป
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://drive.google.com/file/d/1TZmpIS6bzxrS4MjwIaFPW40fgjLOzsXh/view?usp=sharing
มุมมองของผู้ประกอบการ SME ต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบัน
SME เห็นประโยชน์มาตรการรัฐ แต่บางมาตรการยังเข้าถึงได้ยาก และไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติ - เกินครึ่ง
เข้าร่วมโครงการ "คนละครึ่งพลัส" โดยมองว่าเป็นตัวเร่งพฤติกรรมการใช้จ่ายและช่วยฟื้นเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประเมินความเหมาะสมของมาตรการรัฐในระดับปานกลางแม้มาตรการต่างๆ ได้รับการยอมรับที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ
แต่ผู้ประกอบการยังคงรอดูผลการดำเนินงานในทางปฏิบัติ โดยมองว่ามาตรการที่มีผลเชิงบวกต่อธุรกิจ คือ มาตรการที่เห็นผลได้เร็วและเข้าถึงง่าย
ขณะที่มาตรการเชิงโครงสร้างและสิ่งแวดล้อมยังถูกมองว่าไกลตัวและไม่เห็นผลชัดเจนในระยะสั้น
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://drive.google.com/file/d/1xIC7A7tM3LxYL2UJ0Kxc1zK9Ja7cnc7N/view?usp=sharing
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ประจำเดือนตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นที่ระดับ 50.3 กลับมาปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก นับจากจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ และเข้าสู่ภาวะ “เชื่อมั่น” อีกครั้ง แรงหนุนหลักมาจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเริ่มโครงการในช่วง 3 วันสุดท้ายของเดือน แต่ก็ช่วยดึงคำสั่งซื้อภาคการค้าให้เพิ่มขึ้นชัด โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะเดียวกันมาตรการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ส่งผลเด่นในเดือนสุดท้ายของโครงการ และผลของวันหยุดยาวช่วงต้น รวมถึงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ทำให้กิจกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แรงสนับสนุนดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยระยะสั้น ขณะที่องค์ประกอบที่สะท้อนแนวโน้มระยะยาวทั้งการลงทุนและการจ้างงาน ยังอยู่ต่ำกว่าระดับความเชื่อมั่นรวม จึงควรติดตามความต่อเนื่องของนโยบายและภาวะต้นทุนอย่างใกล้ชิด
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME รายภาคธุรกิจ พบว่า ภาคการผลิต อยู่ที่ระดับ 50.0 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 46.8 ของเดือนก่อนหน้า มีแนวโน้มฟื้นตัวหลังจากชะลอตัวมาหลายไตรมาส โดยแรงหนุนจากความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้น
ปลายปี ทำให้หลายธุรกิจเพิ่มการเดินเครื่องและเตรียมสต็อกล่วงหน้า ทั้งนี้ยอดขายปัจจุบันยังไม่เร่งตัวชัดเจนจึงควรติดตามคำสั่งซื้อและอัตราใช้กำลังการผลิตระยะสั้น ภาคการค้าอยู่ที่ระดับ 51.3 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 48.0 ของเดือนก่อนหน้า ตามการใช้สิทธิ
“คนละครึ่งพลัส” ที่กระตุ้นการจับจ่ายวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น วัตถุดิบประกอบอาหารและของใช้ส่วนบุคคล ส่งผลให้ร้านค้ารายย่อยและค้าปลีกมียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเงินช่วยเหลือเกษตรกรในเดือนก่อนหน้า ยังช่วยพยุงกำลังซื้อในหลายพื้นที่ ภาคการบริการอยู่ที่ระดับ 50.0 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 48.9 ของเดือนก่อนหน้า ซึ่งขยายตัวดีขึ้นตามผลของมาตรการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่กระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเดือนตุลาคมซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของโครงการ
จึงมีการใช้สิทธิที่จองไว้ล่วงหน้าเข้ามา แม้บางพื้นที่เผชิญฝนตกต่อเนื่องส่งผลให้กิจกรรมบางประเภทดำเนินได้จำกัดก็ตาม ภาคธุรกิจการเกษตรอยู่ที่ระดับ 49.1 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 48.5 ของเดือนก่อนหน้า โดยความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจการเกษตรปรับดีขึ้นเล็กน้อย
ตามช่วงผลผลิตที่เริ่มเข้าสู่ตลาดแต่โดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาสินค้าเกษตรที่ทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องและสภาพอากาศแปรปรวนซึ่งกระทบต่อผลผลิตและความแน่นอนของรายได้
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME รายภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.0 มีสาเหตุมาจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ขยายตัวดีขึ้น โดยเห็นชัดในภาคการค้าปลีกในกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น วัตถุดิบประกอบอาหารและของใช้ส่วนบุคคล ขณะเดียวกันภาคการผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจอาหาร ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการจับจ่ายภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงดังกล่าว เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 50.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.3 เนื่องจากในเขตกรุงเทพฯ มีการใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” อย่างคึกคัก ส่งผลให้ยอดขายของร้านค้ารายย่อยโดยเฉพาะในหมวดสินค้าจำเป็นเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีสำหรับกลุ่มรายได้ปานกลาง พบว่า มีการย้ายมาซื้อผ่านโครงการแทนการใช้จ่ายตามปกติ ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 50.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 47.8 ได้รับแรงส่งทั้งสองด้านจากเงินช่วยเหลือเกษตรกรในเดือนก่อนที่ช่วยพยุงรายได้ครัวเรือนบางส่วน และผลของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่กระตุ้นการใช้จ่ายในวงกว้างสอดคล้องกับภาพการค้าปลีกที่กลับมาคึกคัก ขณะเดียวกันภาคการผลิตเริ่มปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับอุปสงค์ดังกล่าวในระยะสั้น ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.2 แม้มีฝนตกในหลายพื้นที่ตอนบนของภาคเหนือแต่กิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากวันหยุดในเดือนดังกล่าวร่วมกับการใช้สิทธิ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของโครงการและมีการจองล่วงหน้ามาตั้งแต่ก่อนหน้า ส่งผลให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เช่น เชียงราย ภาคตะวันออก อยู่ที่ระดับ 50.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.1 หลังจากลดกำลังการผลิตต่อเนื่อง2 ไตรมาสติดต่อกันภายใต้อุปสงค์ที่ชะลอตัว ภาคธุรกิจเริ่มปรับเพิ่มกำลังการผลิตไว้ล่วงหน้า ตามความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ปัจจุบันยอดขายยังไม่เร่งตัวอย่างชัดเจนแต่มีสัญญาณการเตรียมสต็อกและการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้นเพื่อเตรียมรองรับยอดขายในช่วงถัดไป ภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 49.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 47.6 แม้บางพื้นที่ความเชื่อมั่นปรับดีขึ้นตามการใช้จ่ายภายในจังหวัดจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” แต่ยังมีฝนตกหนักต่อเนื่องกระทบต่อการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวหลายแห่ง ส่งผลให้ภาคใต้ยังเป็นภูมิภาคเดียวที่อยู่ต่ำกว่าค่าฐาน
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า กลับมาปรับเพิ่มขึ้นที่ระดับ 50.9 สะท้อนความคาดหวังต่อกิจกรรมเศรษฐกิจช่วงปลายปีและปีใหม่ที่คึกคัก ประกอบกับบรรยากาศบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาที่เริ่มผ่อนคลายหลังการลงนามปฏิญญาร่วม ช่วยหนุนทิศทางโดยรวมให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามอาจมีการดำเนินกิจกรรมในช่วงเทศกาลและการส่งเสริมการขายให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ MSME ในหัวข้อประเด็นที่น่าสนใจ เรื่อง มุมมองผู้ประกอบการ SME ต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME จำนวน 2,819 ราย จาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 22 - 31 ตุลาคม 2568 สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://drive.google.com/file/d/1s0cvdQX0UR00kRjZVl28XWvhcXwuBn1e/view?usp=sharing
![]()
https://docs.google.com/forms/d/e/1FAIpQLSdPCmqEawYNPkayl0vPPBhYkmud5YS1bQdXGf99UG6E2tpqZg/closedform
ในภาวะที่เศรษฐกิจชะลอ ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ส่งผลให้หลายธุรกิจได้รับผลกระทบโดยตรง อย่างไรก็ตาม ยังมีบางกลุ่มธุรกิจที่สามารถ “ไปต่อได้” เพราะเป็นความจำเป็นในชีวิตประจำวัน
5 กลุ่มธุรกิจที่ยังมีความต้องการต่อเนื่อง ได้แก่
จุดร่วมของธุรกิจที่สามารถอยู่รอดได้ในช่วงเศรษฐกิจชะลอ คือ
สรุป
เศรษฐกิจชะลอไม่ใช่อุปสรรคที่น่ากลัวที่สุด สิ่งที่น่ากลัวกว่าคือการไม่ยอมปรับตัว ธุรกิจที่รู้จักปรับกลยุทธ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค จะยังสามารถเติบโตได้แม้ในช่วงเวลาที่ท้าทาย