ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME เป็นเครื่องมือหรือตัวชี้วัดที่สะท้อนสภาวการณ์การประกอบการของผู้ประกอบการ SME
ในภาคการผลิต ภาคการค้า ภาคการบริการ และภาคธุรกิจการเกษตร
ดัชนีความสุขเชิงเศรษฐศาสตร์ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME-EHI) ประจำปี 2567 – 2568 โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME จำนวน 1,673 ราย ช่วงระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม – 20 มกราคม 2568 ในผลสำรวจได้แบ่งการวิเคราะห์เป็น 4 ด้าน ประกอบด้วยการวิเคราะห์ตามรายขนาดธุรกิจ (รายย่อย ขนาดย่อม และขนาดกลาง) รายภาคธุรกิจ (ภาคการผลิต ภาคการค้า ภาคการบริการ และภาคธุรกิจการเกษตร) รายภูมิภาค จำนวน 6 ภูมิภาค รายสาขาธุรกิจที่สำคัญ ได้แก่ ภาคการผลิตสื่อคอนเทนต์ ภาคการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ภาคการท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง ภาคการก่อสร้างและที่เกี่ยวเนื่อง ภาคการค้าสินค้าอุปโภคบริโภค โดยแต่ละส่วนคำนวณจากการหาค่าเฉลี่ยขององค์ประกอบหลัก จำนวน 13 องค์ประกอบ ได้แก่ ด้านความสุขของผู้ประกอบการ 3 องค์ประกอบการ ด้านความสำเร็จของธุรกิจ 5 องค์ประกอบ ด้านปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อธุรกิจ 5 องค์ประกอบ ดัชนี SME-EHI ในปี 2567 – 2568 อยู่ที่ 6.12 พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความความสุขของผู้ประกอบการ ได้แก่ ภาวะการทำงานหนักเกินไปที่ทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาส่วนตัวน้อยลงและเครียดสะสม การปรับตัวด้านเทคโนโลยีและการตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบทั้งการดำเนินธุรกิจและด้านสุขภาพ
สำหรับค่าดัชนี SME-EHI รายขนาดธุรกิจ พบว่า ธุรกิจขนาดกลางมีค่าดัชนีความสุขสูงที่สุดอยู่ที่ 6.26 ลำดับถัดมาคือ ธุรกิจขนาดย่อม อยู่ที่ 6.12 และรายย่อย อยู่ที่ 6.08 โดยผู้ประกอบการแต่ละขนาดธุรกิจเผชิญกับความท้าทายในด้านการทำงานที่หนักขึ้น รวมถึงปัญหาการปรับตัวทางธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งปัญหาที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ภัยพิบัติทางธรรมชาติ
สำหรับค่าดัชนี SME-EHI รายภาคธุรกิจ พบว่า ภาคการบริการมีค่าดัชนีความสุขสูงที่สุดอยู่ที่ 6.15 ลำดับถัดมาคือ ภาคการค้ามีค่าดัชนีอยู่ที่ 6.11 ภาคการผลิตอยู่ที่ 6.07 แลภาคธุรกิจการเกษตร อยู่ที่ 5.84 โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบในเชิงลบ คือ ความกังวลเกี่ยวกับการปรับตัวทางธุรกิจในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจ การปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ยังพบประเด็นที่น่าสนใจคือความเครียดในการส่งต่อกิจการให้แก่ทายาทรุ่นต่อไป
สำหรับค่าดัชนี SME-EHI รายสาขาธุรกิจสำคัญ พบว่า การท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีค่าดัชนีความสุขสูงสุดอยู่ที่ 6.11 ลำดับถัดมาคือ การค้าสินค้าอุปโภคบริโภค อยู่ที่ 6.09 การก่อสร้างและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อยู่ที่ 6.00 การผลิตสื่อคอนเทนต์อยู่ที่ 5.93 การผลิตอาหารและเครื่องดื่ม อยู่ที่ 5.73 โดยภาคธุรกิจการผลิตอาหารเป็นกลุ่มที่เผชิญกับความท้าทายมากที่สุดเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น ๆ เนื่องจากต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่รวดเร็วและการแข่งขันที่รุนแรง ในทางกลับกัน ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นกลุ่มที่มีค่าดัชนีความสุขสูงที่สุด เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถดึงดูดลูกค้าให้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
สำหรับค่าดัชนี SME-EHI รายภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกมีค่าดัชนีสูงที่สุด อยู่ที่ 6.45 ตามด้วยภาคเหนืออยู่ที่ 6.24 ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 6.07 ภาคกลางอยู่ที่ 6.04 และกรุงเทพและปริมณฑลอยู่ที่ 5.97 ผู้ประกอบการในภาคตะวันออกมีค่าความสุขสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค เนื่องจากมีความพึงพอใจในบทบาทของตนเองและมีความกระตือรือร้นในการทำงานสูง รวมถึงประสบความสำเร็จทางธุรกิจจากการตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดี ทั้งด้านมาตรฐานสินค้า บริการ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
นอกจากนี้ ยังมีการจัดการแรงงานที่มีประสิทธิภาพ ทั้งคุณภาพงาน ทักษะพนักงาน สวัสดิการ และความสัมพันธ์ภายในองค์กรที่แข็งแรง แต่ความแตกต่างตามบริบทของพื้นที่ โดยเฉพาะการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและปัญหาสิ่งแวดล้อมจะส่งผลต่อความกังวลของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ สสว. ได้นำดัชนี SME – EHI ของปี 2567 – 2568 มาเปรียบเทียบระดับความสุขของผู้ประกอบการที่เคยจัดเก็บข้อมูลในปี 2566 พบว่า คะแนนลดลงจาก 6.36 เป็น 6.12 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า SME มีความกังวลเพิ่มมากขึ้นโดยมาจากปัจจัยความกังวลด้านความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังฝืดเคืองและปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ที่อาจส่งผลต่อระดับความสุขของ SME และการดำเนินธุรกิจโดยรวมของผู้ประกอบการ จากบทสรุปของดัชนี SME – EHI พบว่าปัจจัยหลายด้านส่งผลกระทบต่อความสุขและความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SME หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่
(1) การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพแรงงานและต้นทุนด้านสุขภาพ
(2) การพัฒนาศักยภาพการปรับตัวของ SME เช่น การสนับสนุนการพัฒนาทักษะทางดิจิทัลที่เฉพาะเจาจงและเหมาะสมกับอุตสาหกรรมแต่ละประเภท
(3) การส่งเสริมการแข่งขันผ่านการเข้าถึงตลาดและเทคโนโลยีเพื่อเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงตลาดและนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือการส่งเสริมงานวิจัยที่มุ่งเน้นการพัฒนา
ผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดระดับพรีเมียม
(4) การลดภาระกฎระเบียบภาครัฐเพื่อเสริมความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
(5) การสร้างสมดุลชีวิตและแรงจูงใจด้านสวัสดิการแรงงาน ควรส่งเสริมโครงการที่ช่วยลดภาระด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้ประกอบการและแรงงานใน MSME
โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ
(6) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย เช่น การพัฒนาและยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ SME สามารถสร้างความแตกต่าง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจเพื่อแข่งขันกันสินค้าจากต่างประเทศ
(7) การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อความยั่งยืนโดยพัฒนาระบบ Business Ecosystem ที่เอื้อต่อการร่วมมือกันระหว่าง SME เพื่อความเติบโตระยะยาว
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://drive.google.com/file/d/13_W9b6DNRWf8gCYP7JFq5ZVMuEAm8j-N/view?usp=sharing
ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ MSME ในหัวข้อประเด็นที่น่าสนใจ
" เรื่อง มุมมองภาวะเศรษฐกิจและแผนรับมือในปี 2569 ของธุรกิจ MSME"
โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME จำนวน 2,736 ราย จาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 18 - 29 พฤศจิกายน 2568
สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >>>https://drive.google.com/file/d/18kve3HYpK99vUQt692uGTPA26JF8daB8/view?usp=sharing
สำหรับองค์ประกอบดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME พบว่า ด้านคำสั่งซื้อโดยรวม ปริมาณการผลิต/การค้า/บริการ การลงทุนโดยรวม กำไร และการจ้างงาน ปรับเพิ่มขึ้นทุกองค์ประกอบ ซึ่งอาจได้รับอานิสงส์จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจจากภาครัฐ และมีเพียงด้านต้นทุนรวม (ต่อหน่วย) ที่ปรับลดลง เนื่องจากผู้ประกอบการ SME ยังมองว่าต้นทุนต่าง ๆ ในการประกอบธุรกิจยังอยู่ในระดับทรงตัวเมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME รายภาคธุรกิจ พบว่า ภาคการผลิตอยู่ที่ระดับ 50.8 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 50.0 ของเดือนก่อนหน้า โดยมีสาเหตุจากราคาน้ำมันดีเซลที่ทรงตัวราว 30 บาทต่อลิตรตลอดทั้งเดือนเป็นปัจจัยหนุนสำคัญที่ช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุนโลจิสติกส์และเสริมความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมที่พึ่งพาการขนส่งสูง เช่น โลหะ ยาง และพลาสติก ขณะเดียวกัน การผลิตอาหารชะลอลงเล็กน้อยหลังเร่งกำลังการผลิตในเดือนก่อน สะท้อนการปรับตัวกลับสู่ระดับปกติ ภาคการค้าอยู่ที่ระดับ 52.3 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 51.3 ของเดือนก่อนหน้า ซึ่งภาคการค้ามีแนวโน้มฟื้นตัวต่อเนื่อง และมีระดับความเชื่อมั่นสูงที่สุดเมื่อเทียบกับภาคธุรกิจอื่น สะท้อนอุปสงค์ภายในประเทศที่ได้แรงหนุนจาก “คนละครึ่งพลัส” และการเพิ่มวงเงินบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ซึ่งช่วยให้การใช้จ่ายในหมวดสินค้าจำเป็นขยายตัวเด่นในระยะสั้น ขณะที่กลุ่มการขายสินค้าออนไลน์ได้อานิสงส์จากการกระตุ้นยอดขายของแพลตฟอร์มออนไลน์ โดยเฉพาะในช่วงเทศกาล 11.11 ภาคการบริการอยู่ที่ระดับ 51.9 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 50.0 จากเดือนก่อนหน้า ด้วยแรงหนุนจากมาตรการ “คนละครึ่งพลัส” ช่วยให้กลุ่มร้านอาหาร ขยายตัวดีขึ้น ขณะเดียวกัน การจัดกิจกรรมส่งเสริมการท่องเที่ยวในพื้นที่ เช่น “เทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยา” นอกจากนี้ สภาพอากาศที่เย็นลงเอื้อต่อการเดินทาง ส่งผลให้การท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติในหลายจังหวัดปรับตัวดีขึ้นในระยะสั้น ภาคธุรกิจการเกษตรอยู่ที่ระดับ 49.1 ปรับตัวลดลงจากระดับ 47.4 ของเดือนก่อนหน้า โดยความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจการเกษตรยังอยู่ต่ำกว่าค่าฐานต่อเนื่อง แม้บางพื้นที่จะเข้าสู่ช่วงเก็บเกี่ยวแล้วก็ตาม แต่ราคาสินค้าเกษตรที่อยู่ในระดับต่ำ และความเสียหายจากอุทกภัยในหลายพื้นที่ยังเป็นแรงกดดันสำคัญ ส่งผลให้ความเชื่อมั่นโดยรวมฟื้นตัวได้จำกัด
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME รายภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 53.4 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 50.9 มีสาเหตุมาจากการเร่งจับจ่ายใช้สอยในช่วง 15 วันแรกของเดือนที่ได้รับแรงหนุนจากมาตรการภาครัฐอย่างชัดเจน โดยเฉพาะการเพิ่มวงเงินในบัตรสวัสดิการแห่งรัฐซึ่งครอบคลุมประชาชนจำนวนมาก ส่งผลให้มีการใช้จ่ายในหมวดสินค้าจำเป็น เช่น อาหารและของใช้ประจำวันเพิ่มขึ้นในวงกว้าง และช่วยหนุนกิจกรรมภาคการค้าให้ขยายตัวชัดเจนขึ้น ภาคตะวันออกอยู่ที่ระดับ 52.5 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 50.0 จากการจัดกิจกรรมกระตุ้นการท่องเที่ยว โดยเฉพาะงาน “เทศกาลพลุนานาชาติเมืองพัทยา” ขณะเดียวกันการเปิดพื้นที่ภายในงานให้ SME เข้ามาจำหน่ายสินค้าโดยไม่เสียค่าเช่า ยังช่วยลดต้นทุน เพิ่มโอกาสสร้างรายได้ และเสริมความเชื่อมั่นให้กับ SME ได้ ภาคเหนืออยู่ที่ระดับ 52.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 50.1 จากสภาพภูมิอากาศที่เอื้อต่อการเดินทางท่องเที่ยวฤดูหนาว มีการจัดกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่เพิ่มมากขึ้นและนักท่องเที่ยวไทยเดินทางมากขึ้น โดยเฉพาะการท่องเที่ยวเชิงธรรมชาติ ขณะเดียวกันนักท่องเที่ยวต่างชาติมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ส่วนใหญ่เป็นกลุ่มเดินทางระยะไกล (Long-haul) ในขณะที่จำนวนนักท่องเที่ยวจีนยังเพิ่มขึ้นในกรอบจำกัด เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑลอยู่ที่ระดับ 52.6 เพิ่มขึ้นจาก เดือนก่อนหน้าที่ระดับ 50.7 จากผลของมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยยังส่งต่อถึงช่วงปลายเดือน สะท้อนจากการใช้จ่ายที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน โดยเฉพาะในกลุ่มร้านอาหารและเครื่องดื่ม ขณะเดียวกัน นักท่องเที่ยวจีนมีการใช้จ่ายในกิจกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการท่องเที่ยวเพิ่มขึ้น ทั้งค่าที่พัก อาหาร สินค้าและบริการต่าง ๆ สอดคล้องกับจำนวนนักท่องเที่ยวจีนที่เดินทางเข้ามามากขึ้นในเดือนนี้ ภาคกลางอยู่ที่ระดับ 51.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 50.2 ซึ่งความเชื่อมั่นปรับเพิ่มขึ้นจากแรงหนุนของมาตรการกระตุ้นการจับจ่ายใช้สอยที่ยังส่งผลต่อเนื่องในพื้นที่ ประกอบกับกำลังซื้อจากภาคเกษตรที่ปรับดีขึ้นจากช่วงเก็บเกี่ยวและจำหน่ายข้าวนาปี ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้เกษตรกรและสนับสนุนการใช้จ่ายในพื้นที่ให้ขยายตัวดีขึ้น ภาคใต้อยู่ที่ระดับ 45.2 ลดลงจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 49.6 จากเหตุอุทกภัยรุนแรงช่วงปลายเดือนในหลายพื้นที่ของภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อชีวิต ความเป็นอยู่ของประชาชนในวงกว้างและทำให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจชะงักลง ขณะเดียวกัน สถานการณ์น้ำท่วมยังกระทบการเดินทางของนักท่องเที่ยวหลักจากมาเลเซีย ทำให้การเข้ามาท่องเที่ยวไม่เป็นไปตามปกติในช่วงดังกล่าว สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า อยู่ที่ระดับ 53.8 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 50.9 ที่เคยคาดการณ์ไว้ในเดือนก่อนหน้า โดยแรงขับเคลื่อนสำคัญยังอยู่ที่องค์ประกอบด้านคำสั่งซื้อและกำไร สะท้อนความคาดหวังของ SME ที่มีต่อการขยายตัวของอุปสงค์ในช่วงเทศกาลปีใหม่ รวมถึงช่วงเทศกาลตรุษจีนที่จะช่วยเสริมบรรยากาศการจับจ่ายและยอดขายในระยะสั้น นอกจากนี้ จำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติที่จะเข้ามายังเป็นปัจจัยสำคัญที่ต้องติดตาม โดยเฉพาะการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนซึ่งจะมีแรงส่งต่อภาคบริการและการท่องเที่ยวในระยะถัดไป
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://drive.google.com/file/d/1TZmpIS6bzxrS4MjwIaFPW40fgjLOzsXh/view?usp=sharing
มุมมองของผู้ประกอบการ SME ต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบัน
SME เห็นประโยชน์มาตรการรัฐ แต่บางมาตรการยังเข้าถึงได้ยาก และไม่ชัดเจนในทางปฏิบัติ - เกินครึ่ง
เข้าร่วมโครงการ "คนละครึ่งพลัส" โดยมองว่าเป็นตัวเร่งพฤติกรรมการใช้จ่ายและช่วยฟื้นเศรษฐกิจฐานรากในวงกว้าง
ทั้งนี้ ผู้ประกอบการส่วนใหญ่ประเมินความเหมาะสมของมาตรการรัฐในระดับปานกลางแม้มาตรการต่างๆ ได้รับการยอมรับที่เป็นประโยชน์ต่อภาคธุรกิจ
แต่ผู้ประกอบการยังคงรอดูผลการดำเนินงานในทางปฏิบัติ โดยมองว่ามาตรการที่มีผลเชิงบวกต่อธุรกิจ คือ มาตรการที่เห็นผลได้เร็วและเข้าถึงง่าย
ขณะที่มาตรการเชิงโครงสร้างและสิ่งแวดล้อมยังถูกมองว่าไกลตัวและไม่เห็นผลชัดเจนในระยะสั้น
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://drive.google.com/file/d/1xIC7A7tM3LxYL2UJ0Kxc1zK9Ja7cnc7N/view?usp=sharing
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME (SMESI) ประจำเดือนตุลาคม 2568 ปรับเพิ่มขึ้นที่ระดับ 50.3 กลับมาปรับเพิ่มขึ้นเป็นครั้งแรก นับจากจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ และเข้าสู่ภาวะ “เชื่อมั่น” อีกครั้ง แรงหนุนหลักมาจากมาตรการกระตุ้นการใช้จ่าย “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเริ่มโครงการในช่วง 3 วันสุดท้ายของเดือน แต่ก็ช่วยดึงคำสั่งซื้อภาคการค้าให้เพิ่มขึ้นชัด โดยเฉพาะในเขตกรุงเทพฯ และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ขณะเดียวกันมาตรการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ส่งผลเด่นในเดือนสุดท้ายของโครงการ และผลของวันหยุดยาวช่วงต้น รวมถึงการเข้าสู่ฤดูกาลท่องเที่ยวมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเพิ่มขึ้น ทำให้กิจกรรมท่องเที่ยวฟื้นตัวต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม แรงสนับสนุนดังกล่าวยังคงเป็นปัจจัยระยะสั้น ขณะที่องค์ประกอบที่สะท้อนแนวโน้มระยะยาวทั้งการลงทุนและการจ้างงาน ยังอยู่ต่ำกว่าระดับความเชื่อมั่นรวม จึงควรติดตามความต่อเนื่องของนโยบายและภาวะต้นทุนอย่างใกล้ชิด
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME รายภาคธุรกิจ พบว่า ภาคการผลิต อยู่ที่ระดับ 50.0 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 46.8 ของเดือนก่อนหน้า มีแนวโน้มฟื้นตัวหลังจากชะลอตัวมาหลายไตรมาส โดยแรงหนุนจากความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้น
ปลายปี ทำให้หลายธุรกิจเพิ่มการเดินเครื่องและเตรียมสต็อกล่วงหน้า ทั้งนี้ยอดขายปัจจุบันยังไม่เร่งตัวชัดเจนจึงควรติดตามคำสั่งซื้อและอัตราใช้กำลังการผลิตระยะสั้น ภาคการค้าอยู่ที่ระดับ 51.3 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 48.0 ของเดือนก่อนหน้า ตามการใช้สิทธิ
“คนละครึ่งพลัส” ที่กระตุ้นการจับจ่ายวงกว้าง โดยเฉพาะกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น วัตถุดิบประกอบอาหารและของใช้ส่วนบุคคล ส่งผลให้ร้านค้ารายย่อยและค้าปลีกมียอดขายเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง ขณะเดียวกันเงินช่วยเหลือเกษตรกรในเดือนก่อนหน้า ยังช่วยพยุงกำลังซื้อในหลายพื้นที่ ภาคการบริการอยู่ที่ระดับ 50.0 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 48.9 ของเดือนก่อนหน้า ซึ่งขยายตัวดีขึ้นตามผลของมาตรการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ที่กระตุ้นการเดินทางและการใช้จ่ายด้านท่องเที่ยวทั่วประเทศ โดยเฉพาะในเดือนตุลาคมซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของโครงการ
จึงมีการใช้สิทธิที่จองไว้ล่วงหน้าเข้ามา แม้บางพื้นที่เผชิญฝนตกต่อเนื่องส่งผลให้กิจกรรมบางประเภทดำเนินได้จำกัดก็ตาม ภาคธุรกิจการเกษตรอยู่ที่ระดับ 49.1 ปรับเพิ่มขึ้นจากระดับ 48.5 ของเดือนก่อนหน้า โดยความเชื่อมั่นของภาคธุรกิจการเกษตรปรับดีขึ้นเล็กน้อย
ตามช่วงผลผลิตที่เริ่มเข้าสู่ตลาดแต่โดยรวมยังอยู่ในระดับต่ำจากราคาสินค้าเกษตรที่ทรงตัวในระดับต่ำต่อเนื่องและสภาพอากาศแปรปรวนซึ่งกระทบต่อผลผลิตและความแน่นอนของรายได้
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME รายภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.9 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.0 มีสาเหตุมาจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจในพื้นที่ขยายตัวดีขึ้น โดยเห็นชัดในภาคการค้าปลีกในกลุ่มสินค้าจำเป็น เช่น วัตถุดิบประกอบอาหารและของใช้ส่วนบุคคล ขณะเดียวกันภาคการผลิตปรับตัวเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะธุรกิจอาหาร ซึ่งได้รับแรงหนุนจากการจับจ่ายภายในประเทศที่เพิ่มขึ้นในช่วงดังกล่าว เขตกรุงเทพฯ และปริมณฑล อยู่ที่ระดับ 50.7 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.3 เนื่องจากในเขตกรุงเทพฯ มีการใช้สิทธิ “คนละครึ่งพลัส” อย่างคึกคัก ส่งผลให้ยอดขายของร้านค้ารายย่อยโดยเฉพาะในหมวดสินค้าจำเป็นเพิ่มขึ้น อย่างไรก็ดีสำหรับกลุ่มรายได้ปานกลาง พบว่า มีการย้ายมาซื้อผ่านโครงการแทนการใช้จ่ายตามปกติ ภาคกลาง อยู่ที่ระดับ 50.2 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 47.8 ได้รับแรงส่งทั้งสองด้านจากเงินช่วยเหลือเกษตรกรในเดือนก่อนที่ช่วยพยุงรายได้ครัวเรือนบางส่วน และผลของโครงการ “คนละครึ่งพลัส” ที่กระตุ้นการใช้จ่ายในวงกว้างสอดคล้องกับภาพการค้าปลีกที่กลับมาคึกคัก ขณะเดียวกันภาคการผลิตเริ่มปรับเพิ่มกำลังการผลิตเพื่อรองรับอุปสงค์ดังกล่าวในระยะสั้น ภาคเหนือ อยู่ที่ระดับ 50.1 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.2 แม้มีฝนตกในหลายพื้นที่ตอนบนของภาคเหนือแต่กิจกรรมท่องเที่ยวในพื้นที่ยังขยายตัวต่อเนื่องจากวันหยุดในเดือนดังกล่าวร่วมกับการใช้สิทธิ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ซึ่งเป็นเดือนสุดท้ายของโครงการและมีการจองล่วงหน้ามาตั้งแต่ก่อนหน้า ส่งผลให้การเดินทางของนักท่องเที่ยวไทยเพิ่มขึ้นทั้งเมืองหลักและเมืองรอง เช่น เชียงราย ภาคตะวันออก อยู่ที่ระดับ 50.0 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 48.1 หลังจากลดกำลังการผลิตต่อเนื่อง2 ไตรมาสติดต่อกันภายใต้อุปสงค์ที่ชะลอตัว ภาคธุรกิจเริ่มปรับเพิ่มกำลังการผลิตไว้ล่วงหน้า ตามความคาดหวังต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แม้ปัจจุบันยอดขายยังไม่เร่งตัวอย่างชัดเจนแต่มีสัญญาณการเตรียมสต็อกและการใช้กำลังการผลิตสูงขึ้นเพื่อเตรียมรองรับยอดขายในช่วงถัดไป ภาคใต้ อยู่ที่ระดับ 49.6 เพิ่มขึ้นจากเดือนก่อนหน้าที่ระดับ 47.6 แม้บางพื้นที่ความเชื่อมั่นปรับดีขึ้นตามการใช้จ่ายภายในจังหวัดจากโครงการ “คนละครึ่งพลัส” แต่ยังมีฝนตกหนักต่อเนื่องกระทบต่อการจัดกิจกรรมการท่องเที่ยวหลายแห่ง ส่งผลให้ภาคใต้ยังเป็นภูมิภาคเดียวที่อยู่ต่ำกว่าค่าฐาน
สำหรับดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME คาดการณ์ 3 เดือนข้างหน้า กลับมาปรับเพิ่มขึ้นที่ระดับ 50.9 สะท้อนความคาดหวังต่อกิจกรรมเศรษฐกิจช่วงปลายปีและปีใหม่ที่คึกคัก ประกอบกับบรรยากาศบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชาที่เริ่มผ่อนคลายหลังการลงนามปฏิญญาร่วม ช่วยหนุนทิศทางโดยรวมให้ดีขึ้น อย่างไรก็ตามอาจมีการดำเนินกิจกรรมในช่วงเทศกาลและการส่งเสริมการขายให้เหมาะสมและสอดคล้องกับสถานการณ์ของประเทศ ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ MSME ในหัวข้อประเด็นที่น่าสนใจ เรื่อง มุมมองผู้ประกอบการ SME ต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในปัจจุบัน โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME จำนวน 2,819 ราย จาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 22 - 31 ตุลาคม 2568 สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://drive.google.com/file/d/1s0cvdQX0UR00kRjZVl28XWvhcXwuBn1e/view?usp=sharing