หากปี 2568 คือปีแห่งการ “ตั้งหลักและปรับตัว”
ปี 2569 จะเป็นปีที่ SME ไทยต้อง เลือกทิศทางธุรกิจให้ชัด ว่าจะ
เพราะการแข่งขันจะไม่ใช่แค่ “ใครทำได้” แต่เป็น “ใครทำได้คุ้มกว่า และเร็วกว่า
จากกลุ่มดาวรุ่งในปี 2568 ธุรกิจต่อไปนี้มีโอกาส ขยายตัวต่อเนื่องในปี 2569 หาก SME ปรับกลยุทธ์ให้เหมาะสม
กลุ่มธุรกิจที่เฝ้าระวังในปี 2568 หาก ยังใช้โมเดลเดิม จะยิ่งเสี่ยงมากขึ้นในปี 2569
👉 ทิศทาง 2569:
ปี 2569 จะไม่ใช่ปีของการขยายแบบหว่าน แต่เป็นปีของการ “เลือกให้แม่น”
ไม่ใช่ทุก SME จะต้องเปลี่ยนธุรกิจ
แต่ทุก SME ในปี 2569 ต้องเปลี่ยนวิธีคิด
จาก ทำเหมือนเดิมแต่หวังผลลัพธ์ใหม่
เป็น เลือกทิศทางธุรกิจให้เหมาะกับตลาดและศักยภาพของตัวเอง
ซึ่งจะเป็นตัวแยกว่า
ใครอยู่รอด / ใครเติบโต / ใครต้องออกจากตลาด
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เดินหน้ามาตรการ “ของขวัญปีใหม่ SME ไทย 2569” ภายใต้แนวคิด เติมทุน–ฟื้นฟู–ดันตลาดใหม่ ด้วยงบประมาณรวมกว่า 2,150 ล้านบาท เพื่อช่วยให้ผู้ประกอบการ SME ไทยสามารถฟื้นตัว เสริมสภาพคล่อง และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน
ปัจจุบันประเทศไทยมี SME กว่า 3.26 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งประเทศ สร้างการจ้างงานมากกว่า 13.4 ล้านคนและมีสัดส่วน SME GDP 34.8% ของ GDP ประเทศ อย่างไรก็ตาม SME ยังคงเผชิญแรงกดดันจากเศรษฐกิจโลกผันผวน สินค้านำเข้า เทคโนโลยีที่เปลี่ยนเร็ว รวมถึงผลกระทบจากภัยธรรมชาติและปัญหาชายแดน
มาตรการสำคัญประกอบด้วย
สสว. คาดว่ามาตรการดังกล่าวจะช่วย SME ได้มากกว่า 15,000 ราย ฟื้นฟูสภาพคล่อง ยกระดับความสามารถในการแข่งขัน และสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจเพิ่มขึ้นกว่า 10,000 ล้านบาท
มาตรการของขวัญปีใหม่ SME ปี 2569 สะท้อนบทบาทของภาครัฐในการช่วยให้ SME ไทย ฟื้นได้ แข็งแรงขึ้น และเติบโตได้ไกลกว่าเดิม โดยเน้นทั้งการเติมทุน ควบคู่กับการพัฒนาและปรับตัวให้ทันการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจยุคใหม่
🚀 โอกาสของผู้ประกอบการไทย มาถึงแล้ว!
ถ้าคุณมีไอเดีย มีผลงาน หรือมีนวัตกรรมที่พัฒนามาแล้ว
อย่าปล่อยให้หยุดอยู่แค่ตรงนี้ 👀✨
ขอเชิญผู้ประกอบการ SMEs และผู้ที่สนใจ
สมัครเข้าร่วมโครงการ Thailand Synergy เพื่อ SMEs ไทยสู่ IDEs
และส่งผลงานเข้าประกวด สุดยอดนวัตกรรม 7 Innovation Awards 2027
เวทีที่พร้อมผลักดันนวัตกรรมไทย
สู่การต่อยอดเชิงพาณิชย์และการเติบโตระดับประเทศ 🌱
🏆 แบ่งประเภทรางวัลครอบคลุมทุกมิติ
• ด้านเศรษฐกิจ (ผลิตภัณฑ์ / บริการ / กระบวนการ)
• ด้านสังคม (สิ่งแวดล้อม / การศึกษา / CSR)
• ด้านเทคโนโลยี (Deep Tech / Digital Tech)
📌 สมัครง่ายๆ แค่สแกน QR Code ในภาพ
หรือลิงค์นี้👉 https://forms.gle/kQSjNK7rEYGxQ84F6
✨ ปีนี้อาจเป็น “ผลงานของคุณ” ที่ได้ขึ้นเวที
อย่ารอให้โอกาสผ่านไป สมัครเลย!
#ThailandSynergy
#7InnovationAwards2027
#SMEsไทยสู่IDEs
SME ไทยยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยข้อมูลในช่วงปี 2567–2568 สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่โดดเด่นทั้งในด้านจำนวนธุรกิจ การจ้างงาน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME ประมาณ 3.26 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศ โดยกว่า 84% เป็นธุรกิจรายย่อย ซึ่งกระจายตัวอยู่ใน
ภาคการค้า
ภาคบริการ
ภาคการผลิต
โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า SME เป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยในทุกภาคส่วน
ในด้านการจ้างงาน SME สร้างงานรวมกว่า 13.4 ล้านคน หรือคิดเป็น 68.8% ของการจ้างงานทั้งประเทศ โดย
ภาคบริการ มีสัดส่วนการจ้างงานสูงที่สุดที่ 44.8%
ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำบทบาทของ SME ในฐานะแหล่งจ้างงานหลัก และเป็นตัวช่วยสำคัญในการกระจายรายได้สู่ประชาชน
ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 SME สร้างมูลค่า GDP ประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 34.8% ของ GDP ประเทศ และขยายตัว 2.4%
ทั้งนี้ คาดว่า
ตลอดปี 2568 จะเติบโตประมาณ 2.5%
ปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตในช่วง 2.0–2.8%
แรงสนับสนุนสำคัญมาจากการส่งออก การท่องเที่ยว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ
ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568
SME มีมูลค่าการส่งออก 1.33 ล้านล้านบาท คิดเป็น 14.3% ของการส่งออกรวม โดยตลาดหลักคือ สหรัฐอเมริกา
การนำเข้ามีมูลค่า 1.65 ล้านล้านบาท หรือ 17.2% ของการนำเข้ารวม โดยนำเข้าจาก จีน เป็นหลัก
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ SME ไทยในห่วงโซ่การค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น
ในปี 2568 พบว่ามีกลุ่มธุรกิจ SME ที่มีการเติบโตสูง ได้แก่
เครื่องจักรกลการเกษตร
อาหารจากสัตว์น้ำ
โลจิสติกส์
ธุรกิจครีเอทีฟ
วิดีโอเกมและซอฟต์แวร์
ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนโอกาสใหม่จากเศรษฐกิจดิจิทัลและการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ยังมีกลุ่มธุรกิจ SME บางประเภทที่เผชิญแรงกดดันจากภาวะกำไรหดตัว อาทิ
รถยนต์มือสอง
เครื่องสำอาง
ผลิตภัณฑ์ยาง
ที่พักนักเรียนและนักศึกษา
ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
ประเด็นท้าทายที่สำคัญของ SME ไทย คือ ผลิตภาพรวม (Total Factor Productivity: TFP) ซึ่งในปี 2567 อยู่ในระดับติดลบ -0.27 สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การลงทุนด้าน เทคโนโลยีและดิจิทัล ไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น ปัจจัยจำเป็น ต่อการอยู่รอดและการสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของ SME ไทยในระยะยาว
ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจขับเคลื่อนด้วยโลกดิจิทัล การสร้างคอนเทนต์ที่โดดเด่นและการสื่อสารแบรนด์อย่างมีกลยุทธ์กลายเป็นทักษะสำคัญของผู้ประกอบการ โครงการ CHANGE (2026) X2 : AdsUp the Local จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อเสริมสมรรถนะให้ธุรกิจท้องถิ่นและกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ สามารถใช้ดิจิทัลคอนเทนต์และโฆษณาเป็นเครื่องมือขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กิจกรรมมาในรูปแบบ อบรมเชิงปฏิบัติการ (Talk & Workshop) เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ตั้งแต่การเข้าใจทิศทางตลาดดิจิทัล เทรนด์ผู้บริโภค คอนเทนต์วิดีโอสั้น ไปจนถึงการวางกลยุทธ์แบรนด์ การเล่าเรื่องเชิงกลยุทธ์ (Strategic Storytelling) และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง AI Tools เพื่อช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มคุณภาพงานคอนเทนต์
ผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ ได้แก่
ดูรายละเอียดกิจกรรมทั้ง 4 ภูมิภาคได้ที่
https://drive.google.com/drive/folders/1DmJVToRVbesUflTKZN6ZpM8KtTTL2Uh4?usp=sharing