📌 SME Hot Alert 📝
EP. 17 วิกฤตราคาน้ำมันพุ่ง! กระแทกต้นทุน SME สะเทือนเศรษฐกิจไทยรอบด้าน
📚โดย ฝ่ายวิเคราะห์สถานการณ์และเตือนภัยทางเศรษฐกิจ สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.)
📊 เจาะลึกวิกฤตต้นทุนที่ SME แบกรับ จากการวิเคราะห์ของ สสว. พบว่า วิกฤตพลังงานครั้งนี้กระทบต่อโครงสร้างต้นทุนอย่างหนัก โดยแบ่งผู้ประกอบการออกเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่
⚡️กลุ่มวิกฤต (ต้นทุนน้ำมัน มากกว่าร้อยละ 20.0) ประกอบด้วย SME ในกลุ่มโลจิสติกส์ และบริการด้านขนส่ง เช่น รถบรรทุกส่งของ ผู้ให้บริการคลังสินค้าและจุดกระจาย มีสัดส่วนต้นทุนน้ำมันสูงถึง
ร้อยละ 36.8 ถือเป็นกลุ่มที่เสี่ยงขาดทุนสูงสุดหากไม่ปรับขึ้นค่าบริการ หากราคาน้ำมันขยับเพียงนิดเดียว สภาพคล่องจะหดหายอย่างมากทันที รองลงมาได้แก่ โรงโม่หินขนาดเล็ก และสวนผลไม้ส่งออก (เช่น ทุเรียน มังคุด) ธุรกิจเหล่านี้พึ่งพาน้ำมันในเครื่องจักรหนักและระบบชลประทานอย่างมาก จากฐานข้อมูล สสว. ปี 2568 พบว่า มีจำนวน SME 35,285 ราย และจำนวนการจ้างงาน 58,368 คน โดยหากระดับราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเช่นนี้จนถึงสิ้นปี คาดว่าจะกระทบต่อรายได้ของ SME ลดลงเท่ากับ 2,794 ล้านบาท
⚡️กลุ่มเฝ้าระวังสูง (ต้นทุนน้ำมัน ร้อยละ 10.0-20.0) ประกอบด้วย ธุรกิจด้านเกษตรแปรรูป โดยเฉพาะธุรกิจผลิตอาหารสำเร็จรูป และธุรกิจผลิตอาหารสัตว์ ผลิตอาหารเม็ด หรือขนมขบเคี้ยว ต้องใช้ความร้อนสูง และมีขั้นตอนการขนส่งวัตถุดิบปริมาณมาก จะกดดันให้ราคาเนื้อสัตว์ และอาหารสำเร็จรูปในตลาดปรับตัวสูงขึ้นตาม นอกจากนี้ ธุรกิจบริการทางการเกษตร เช่น รถไถ รถเกี่ยวข้าว และโดรนพ่นยา อาจจำเป็นต้องปรับขึ้นค่าจ้างตามราคาน้ำมัน เป็นการซ้ำเติมต้นทุนการผลิตของเกษตรกรเข้าไปอีก ซึ่งกลุ่มเฝ้าระวังสูงนี้ มีจำนวน SME 29,809 ราย และจำนวนการจ้างงาน 113,793 คน โดยหากระดับราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงนี้จนถึงสิ้นปี 2569 คาดว่าจะกระทบต่อรายได้ของ SME ลดลงเท่ากับ 7,086 ล้านบาท
⚡️กลุ่มรับแรงกระแทกทางอ้อม (ต้นทุนน้ำมัน ร้อยละ 5.0-10.0) ประกอบด้วย ธุรกิจผลิตผลิตภัณฑ์โลหะและเครื่องจักรที่เป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) จุดอ่อนสำคัญ (Pain point) คือ SME ส่วนใหญ่เป็นผู้รับราคา (Price Taker) ที่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้อย่างอิสระ ทำให้ต้องแบกรับภาระต้นทุนจนกำไรหดหายท่ามกลางกำลังซื้อที่หดตัว ดังนั้น เมื่อต้นทุนน้ำมันเพิ่มขึ้น ส่งผลให้กำไรลดลงไปอีก ซึ่งกลุ่มรับแรงกระแทกทางอ้อม มีจำนวน SME 40,675 ราย และจำนวนการจ้างงาน 442,030 คน โดยหากระดับราคาน้ำมันยังอยู่ในระดับสูงเช่นนี้จนถึงสิ้นปี 2569 คาดว่าจะกระทบต่อรายได้ของ SME ลดลง 11,901 ล้านบาท
ทั้งนี้ เมื่อรวมผลกระทบจากราคาน้ำมันในธุรกิจ SME ทั้ง 3 กลุ่ม พบว่า ได้รับผลกระทบต่อรายได้รวม 21,781 ล้านบาท โดยหากสถานการณ์สงครามและระดับราคาน้ำมันยังทรงตัวอยู่เช่นนี้จนถึงสิ้นปี 2569 จะทำให้มูลค่า GDP SME ปี 2569 ลดลง ร้อยละ 0.3 สิ่งที่เป็นอุปสรรคของ SME คือ การที่ไม่สามารถปรับราคาสินค้าขึ้นได้อย่างอิสระ หรือเป็น price taker ต้องแบกภาระทั้งจากฝั่งต้นทุน และจากฝั่งรายได้ที่หดหายจากกำลังซื้อของประชาชน
📈 ภาวะเงินเฟ้อ สัญญาณอันตรายจาก Cost-Push เงินเฟ้อจากฝั่งต้นทุนที่รุนแรง จากราคาน้ำมันที่ปรับขึ้นอย่างรวดเร็วกำลังสร้างภาวะเงินเฟ้อจากต้นทุน "Cost-push Inflation" คาดว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) จะพลิกจากติดลบ ร้อยละ 0.9 ในเดือนกุมภาพันธ์ 2569 กลับมาเป็นบวกและอาจพุ่งขึ้น ร้อยละ 0.5-1.0 ภายในระยะเวลา 1-3 เดือน หากสถานการณ์ยืดเยื้อ อัตราเงินเฟ้ออาจไปถึงระดับ ร้อยละ 1.5-5.0 สิ่งที่ตามมาคือ ค่าขนส่ง ค่าใช้จ่ายด้านโลจิสติกส์ ค่าไฟฟ้า (FT) ตลอดจนราคาสินค้าอุปโภคบริโภคเกือบทุกประเภทจะปรับตัวสูงขึ้นเป็นเงาตามตัว
🚢 การส่งออกสะดุด! ต้นทุนขนส่งพุ่ง คำสั่งซื้อหด สงครามส่งผลกระทบทางอ้อมต่อการส่งออกของ SME ไทยผ่านต้นทุนค่าระวางเรือ และเบี้ยประกันภัยความเสี่ยงจากสงคราม (War Risk Insurance) ที่ปรับตัวสูงขึ้น ประกอบกับการเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือที่ทำให้ระยะเวลาขนส่งยาวนานขึ้น ปัจจัยเหล่านี้ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นและสินค้าไทยแข่งขันยาก โดยเฉพาะกลุ่ม SME ที่มีสัดส่วนการส่งออก ร้อยละ 12.5 ซึ่งมีตลาดหลักอยู่ในกลุ่มประเทศในยุโรป ตะวันออกกลาง และแอฟริกา นอกจากนี้ ภาวะเงินเฟ้อโลกที่สูงขึ้นยังทำให้เศรษฐกิจประเทศคู่ค้าชะลอตัว ส่งผลให้คำสั่งซื้อสินค้าส่งออกของไทยลดลง
✈️ การท่องเที่ยวซบเซา ตั๋วเครื่องบินแพง เที่ยวบินลด จากภาวะต้นทุนราคาน้ำมันที่สูงขึ้น ส่งผลให้ราคาน้ำมันอากาศยานพุ่งสูงขึ้นด้วยเช่นกัน ประกอบกับใช้ระยะเวลาบินยาวนานกว่าปกติ เนื่องจากการต้องบินหลีกเลี่ยงน่านฟ้าพื้นที่ขัดแย้ง ทำให้ต้นทุนต่อเที่ยวบินเพิ่มขึ้น ส่งผลให้สายการบินต้องปรับขึ้นราคาตั๋วอย่างน้อย ร้อยละ 10.0-15.0 ผลกระทบเชิงประจักษ์ คือ ตลาดยุโรปซึ่งอ่อนไหวต่อต้นทุนเริ่มหดตัวลง ร้อยละ 7.4 และมีการยกเลิกเที่ยวบินไปแล้วกว่า 1,000 เที่ยว (ร้อยละ 3.0 ของทั้งหมด) ตั้งแต่ปลายเดือนกุมภาพันธ์ 2569 หากสถานการณ์ยืดเยื้อเกิน 8 สัปดาห์ อาจทำให้นักท่องเที่ยวหายไปถึง 600,000 คน สร้างความสูญเสียระดับ 10,000 ล้านบาท และบีบอัตรากำไรของธุรกิจโรงแรมและบริการอย่างหนัก
🔍 วิเคราะห์เชิงลึก โครงสร้างที่เปราะบางและทางรอดของเศรษฐกิจ สสว. มองว่าจากวิกฤตพลังงานครั้งนี้สะท้อน "จุดเปราะบาง" ของเศรษฐกิจไทยที่พึ่งพาการนำเข้าน้ำมันจากตะวันออกกลางสูงถึงร้อยละ 58.0 นอกจากนี้ SME ไทย ส่วนใหญ่ดำเนินธุรกิจภายใต้ส่วนต่างกำไร (Profit Margin) ที่ค่อนข้างแคบ โดยค่าเฉลี่ยของอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Profit Margin) ในกลุ่ม SME ที่มีอยู่ ร้อยละ 28.0 แต่มีกลุ่มธุรกิจจำนวนมาก ที่มีกำไรขั้นต้นต่ำกว่าร้อยละ 20.0 เช่น ภาคเกษตรกรรม ประมง ค้าส่งค้าปลีก และสิ่งทอ เมื่อต้นทุนพลังงานและค่าขนส่งเพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด ธุรกิจเหล่านี้จึงไม่มี "ส่วนต่างกำไร" เพียงพอที่จะดูดซับต้นทุนไว้ได้ แรงกดดันด้านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นในกลุ่ม SME คาดว่า จะส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังภาคแรงงาน ซึ่งอาจจะต้องเผชิญกับการลดตำแหน่งงานหรือการลดค่าจ้าง เนื่องจากผู้ประกอบการ SME ต้องลดรายจ่ายเพื่อให้ธุรกิจดำเนินต่อไปได้
✨ บทสรุปและทางรอด วิกฤตครั้งนี้ต้องเป็นจุดเปลี่ยนให้ SME ไทยตื่นตัว ผู้ประกอบการ SME ต้องมุ่งเน้นการควบคุมต้นทุนและการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีโลจิสติกส์อัจฉริยะ (Tech Logistics) รวมถึงเร่งลงทุนในอุตสาหกรรมพลังงานสะอาด (Smart Green Industry) เช่น การติดตั้งโซลาร์เซลล์ และการใช้รถบรรทุกไฟฟ้า (EV) เพื่อลดการพึ่งพาน้ำมันในระดับมหภาค ภาครัฐจำเป็นต้องเร่งผลักดันการเปลี่ยนรูปแบบการขนส่งจากถนนสู่ระบบราง (Modal Shift) เพื่อลดต้นทุนโลจิสติกส์ระยะยาว หาก SME ยังมีความเชื่อแบบเดิมว่า ตนเองจะไม่ได้รับผลกระทบจากความชะล่าใจเกินไป (Complacency Risk) ก็อาจสูญเสียความสามารถในการแข่งขันและถูกตัดออกจากห่วงโซ่อุปทานระดับโลกในที่สุด
☎️หากต้องการข้อมูลเพิ่มเติม สามารถติดต่อได้ที่ คุณธนบดี เบอร์ 29179 คุณณัฏฐกฤติ เบอร์ 29181 คุณกัญญา เบอร์ 29180 ส่วนเครื่องมือและประมาณการเศรษฐกิจ ฝวต.
ในวันที่กำลังซื้อภายในประเทศยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ "การส่งออก" คือทางรอดสำคัญของ SME ไทย โดยเฉพาะตลาดมหาอำนาจอย่าง "จีน" ที่พฤติกรรมการช้อปปิ้งออนไลน์เปลี่ยนไปสู่ยุค Social Commerce อย่างเต็มตัว
ล่าสุด สสว. และ EXIM Bank ได้เปิดปฏิบัติการอัปสกิลผู้ประกอบการไทยให้พร้อมรบในสมรภูมิอีคอมเมิร์ซจีนปี 2026 โดยมีประเด็นที่น่าสนใจและเจ้าของธุรกิจต้องรู้ ดังนี้:
จีนในปี 2026 ไม่ใช่แค่เรื่องของความใหญ่ แต่คือเรื่องของ "อิทธิพลทางโซเชียล" การปั้นแบรนด์ให้คนจีนรู้จักต้องผ่านแพลตฟอร์มรีวิวอย่าง Xiaohongshu และการทำ Short Video/Live Commerce บน Douyin ซึ่งเป็นหัวใจหลักในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภคยุคใหม่
ปัญหาใหญ่ของ SME ไทยคือเมื่อสินค้า "แมส" ในจีน แต่มักจะผลิตส่งไม่ทันตามคำสั่งซื้อ สสว. จึงเสนอแนวทางการรวมกลุ่มธุรกิจหรือ "คลัสเตอร์" เพื่อเพิ่มกำลังการผลิตให้สามารถรองรับ Order จำนวนมากได้ พร้อมมี Dashboard วิเคราะห์ตลาดรายมณฑล (เช่น กวางโจว) เพื่อให้วางแผนได้แม่นยำ ไม่สะเปะสะปะ
การค้ากับจีนยุคใหม่มักมีการขอเครดิตการค้านานถึง 180 วัน (T/T After) ซึ่งเสี่ยงมากสำหรับรายย่อย EXIM Bank จึงเข้ามาอุดช่องโหว่นี้ด้วยการ "ประกันความเสี่ยงการส่งออก" ที่คุ้มครองความเสียหายถึง 85% พร้อมช่วยวิเคราะห์เครดิตผู้ซื้อก่อนตกลงขาย ช่วยให้ SME ไทยกล้าขยับตัวบุกตลาดโลกได้อย่างมั่นใจ
จากบทเรียนความสำเร็จ สินค้าที่ยังคงครองใจชาวจีนได้ดีคือ กลุ่มอาหารแปรรูป ผลไม้สด และผลไม้อบแห้ง แต่ต้องมีการปรับปรุง Content และ Packaging ให้เข้ากับรสนิยมคนจีนปี 2026 ที่เน้นความพรีเมียมและความน่าเชื่อถือ
สรุป: หากคุณเป็น SME ที่อยากโกอินเตอร์ การมีพาร์ทเนอร์ที่ช่วยทั้งเรื่อง "ความรู้-โอกาส-เงินทุน" อย่างโครงการของ สสว. และ EXIM Bank คือกุญแจสำคัญที่จะเปลี่ยนจากธุรกิจท้องถิ่น สู่แบรนด์ระดับสากลได้อย่างยั่งยืน
ติดตามตารางกิจกรรมและสิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ได้ที่
แอปพลิเคชัน SME Connext หรือเว็บไซต์ www.sme.go.th
ผู้รับเหมาก่อสร้างต้องมีเงินหมุน!
SME D Bank หนุนสินเชื่อแฟคตอริ่ง เติมสภาพคล่องธุรกิจ
ในธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง “กระแสเงินสด” ถือเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินงาน เพราะแม้งานจะเสร็จแล้ว แต่การรอรับเงินอาจใช้เวลานาน ส่งผลให้ธุรกิจขาดสภาพคล่องและสะดุดได้
SME D Bank จึงเข้ามาสนับสนุนผู้ประกอบการด้วย สินเชื่อแฟคตอริ่ง (Factoring) ที่ช่วยเปลี่ยน “ลูกหนี้การค้า” ให้กลายเป็นเงินสดได้ทันที ช่วยให้ธุรกิจเดินหน้าต่อได้อย่างไม่สะดุด
บริการแฟคตอริ่งของ SME D Bank ช่วยให้ผู้ประกอบการไม่ต้องรอรอบการจ่ายเงินจากลูกค้า สามารถนำเงินไปหมุนเวียน ใช้จ่ายค่าแรง ค่าวัสดุ หรือขยายโครงการใหม่ได้ทันที
เหมาะสำหรับธุรกิจรับเหมาก่อสร้าง และธุรกิจที่มีการขายเชื่อ (เครดิตเทอม) ที่ต้องการเพิ่มสภาพคล่องอย่างรวดเร็ว
โทร. 1357
หรือดูข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่
👉 https://www.smebank.co.th/loan/factoring725/