สมาคมธุรกิจเพื่อสังคมแห่งประเทศไทย (SE Thailand) ร่วมกับ UN Women กำหนดจัดโครงการ "UN Women WE RISE Together 2.0" ซึ่งเป็นโครงการเสริมพลังทางเศรษฐกิจของผู้หญิง ผ่านการจัดซื้อจัดจ้างที่ครอบคลุมและเป็นธรรม สำหรับผู้ประกอบการ (suppliers) และผู้ซื้อ (buyers) จากภาคการท่องเที่ยวและการบริการ
โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อเตรียมความพร้อมผู้ประกอบการผู้หญิง ธุรกิจที่คำนึงถึงความเท่าเทียมทางเพศ และธุรกิจสีเขียว ให้มีความเข้าใจระบบการจัดซื้อจัดจ้างทั้งภาครัฐและเอกชน ตั้งแต่การเงิน ESG ความพร้อมด้านซัพพลายเออร์ ไปจนถึงดิจิทัลและ e-procurement พร้อมทั้งเปิดพื้นที่ให้เกิดการจับคู่ธุรกิจระหว่างผู้ประกอบการและผู้ซื้อโดยตรง
กิจกรรมครั้งแรกจะจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17–18 มีนาคม 2569 ณ โรงแรมปทุมวัน ปริ๊นเซส กรุงเทพมหานคร โดยให้ความสำคัญเป็นพิเศษกับธุรกิจที่นำโดยหรือทำงานร่วมกับผู้พิการ รวมถึงธุรกิจด้านสิ่งแวดล้อมและความยั่งยืน
สามารถลงทะเบียนเข้าร่วมกิจกรรมได้ที่
https://forms.gle/S5xsW3dQLKtJWQqy5 หรือ QR Code
อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม
https://drive.google.com/drive/folders/1JVWZGjvTgKMgkJqv45CxesGiTi5Y5bhS?usp=drive_link
ในอดีต เทคโนโลยีคือสนามขององค์กรขนาดใหญ่
SME มักเสียเปรียบทั้งด้านงบประมาณและบุคลากร แต่วันนี้กติกากำลังเปลี่ยนไป
การมาของ AI โดยเฉพาะ Generative AI และ Agentic AI ทำให้ธุรกิจขนาดเล็กสามารถเข้าถึงเครื่องมือระดับเดียวกับองค์กรใหญ่ได้ง่ายขึ้น ต้นทุนต่ำลง และใช้งานได้จริง
ข้อมูลล่าสุดสะท้อนว่า อัตราการใช้ AI ในธุรกิจขนาดเล็กเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง แสดงให้เห็นว่า SME เริ่มมอง AI ไม่ใช่เรื่องไกลตัว แต่เป็น “โอกาสในการยกระดับธุรกิจ”
1) การตลาดแม่นยำขึ้น
AI วิเคราะห์พฤติกรรมลูกค้า สร้างคอนเทนต์ได้รวดเร็ว ทดสอบข้อความก่อนยิงโฆษณา และช่วยให้การตัดสินใจอิงข้อมูลมากกว่าสัญชาตญาณ
2) บริการลูกค้าได้ 24 ชั่วโมง
ในยุคที่ยอดขายจำนวนมากเกิดผ่านแชตและโทรศัพท์ AI สามารถตอบคำถาม แนะนำสินค้า เก็บข้อมูลลูกค้า และต่อยอดสู่ระบบ CRM เพื่อเพิ่มโอกาสซื้อซ้ำ
3) บัญชีและการเงินเชิงกลยุทธ์
AI ช่วยวิเคราะห์กระแสเงินสด ตรวจจับความเสี่ยง และคาดการณ์แนวโน้มล่วงหน้า ทำให้ผู้ประกอบการตัดสินใจได้ก่อนปัญหาจะเกิด
4) บริหารคนอย่างมีแผน
ตั้งแต่การคัดเลือกบุคลากร ไปจนถึงการพัฒนาศักยภาพ AI ช่วยให้การวางกำลังคนสอดคล้องกับทิศทางธุรกิจมากขึ้น
5) เสริมความยั่งยืนตามหลัก ESG
AI ช่วยบริหารทรัพยากร พัฒนา Prototype หรือแอปพลิเคชันได้รวดเร็ว และวางระบบติดตามผลด้านสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าในระยะยาว
วันนี้ความท้าทายของ SME ไม่ใช่ “เข้าถึง AI ได้หรือไม่”
แต่คือ “ใช้ AI อย่างไรให้เกิดผลจริง”
การมีวิธีคิดเชิงกลยุทธ์ในการนำ AI ไปใช้ จะช่วยให้ธุรกิจเติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน ไม่ใช่เพียงเพิ่มยอดขายระยะสั้น แต่สร้างรากฐานที่แข็งแรงในระยะยาว
โครงการ IBE 7: Future SME Intelligence โดย NIA ร่วมกับ SCB จึงถูกออกแบบมาเพื่อเสริมทักษะด้าน AI, Innovation Management และ ESG ให้ผู้ประกอบการไทยสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง
🗓️ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ – 31 มีนาคม 2569
🔗 ดูรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
https://www.scb.co.th/th/sme-banking/sme-academy/ibe
AI ไม่ได้มาแทน SME
แต่กำลังเปิดโอกาสให้ SME แข่งขันได้อย่างเท่าเทียมมากกว่าที่เคย 🚀
แม้สหรัฐฯ จะกำหนดภาษีนำเข้าสินค้าไทยไว้ที่ 19%
ลดลงจากเดิม แต่ไม่ได้แปลว่าความเสี่ยงจะลดลงตาม
เพราะวันนี้ สิ่งที่ SME ต้องเจอ
ไม่ใช่แค่ “ตัวเลขภาษี”
แต่คือ กติกาการค้าโลกที่กำลังเปลี่ยน
ฝั่งแรก: กลุ่มแข่งขันหนักขึ้น
ข้าวหอมมะลิไทย
ในตลาดพรีเมียมสหรัฐฯ ต้องแข่งกับประเทศต้นทุนต่ำ
ที่มีแบรนด์แข็งแรงขึ้น
กุ้ง – ทูน่า
ต้นทุนยังสูง และพึ่งพาตลาดสหรัฐฯ เป็นหลัก
ยางพารา
เชื่อมโยงทั้งซัพพลายเชนโลกและอุตสาหกรรมยานยนต์
ยิ่งแข่งขัน ยิ่งกดดัน
อีกฝั่ง: กลุ่มความเสี่ยงใหม่
ไม่ใช่ภาษี… แต่คือ มาตรการกีดกันที่ไม่ใช่ภาษี
ทั้งมาตรฐานสิ่งแวดล้อม แรงงาน และการตรวจสอบแหล่งกำเนิดสินค้าเข้มขึ้น
คู่แข่งจากประเทศที่ได้สิทธิพิเศษ อาจได้เปรียบไทยมากกว่าเดิม
ผลกระทบที่กำลังเกิดขึ้น
การแข่งขันด้านต้นทุนรุนแรงขึ้น
ความไม่แน่นอนของนโยบายสหรัฐฯ
การย้ายฐานการผลิต
สมดุลการค้าโลกเปลี่ยน
นี่ไม่ใช่เหตุการณ์ระยะสั้น แต่คือ การจัดระเบียบเศรษฐกิจโลกใหม่
ทางรอดของ SME
1️⃣ อย่าพึ่งตลาดเดียว
กระจายความเสี่ยงไปอินเดีย ตะวันออกกลาง แอฟริกา และเอเชีย
2️⃣ ปรับต้นทุนแบบ Lean
จัดการซัพพลายเชน ลดต้นทุนที่ไม่จำเป็น
3️⃣ เสริมสภาพคล่อง
ติดตามมาตรการรัฐ และโอกาสสนับสนุนจากภาครัฐ
4️⃣ ลงทุนในเทคโนโลยีและทักษะคน
เลิกแข่งราคาล้วน ๆ แล้วสร้างมูลค่าเพิ่ม
5️⃣ มองโอกาสในคลื่นย้ายฐานผลิต
เข้าไปเป็น Supplier หรือพันธมิตรในห่วงโซ่ใหม่
บทสรุป
ภาษี 19% อาจดูเหมือนข่าวดี แต่จริง ๆ คือสัญญาณว่า
โลกการค้าไม่เหมือนเดิมอีกต่อไป
SME ที่อยู่รอด ไม่ใช่รายใหญ่ที่สุด
แต่คือรายที่ ปรับตัวเร็วที่สุด
เกมใหม่เริ่มแล้ว
คำถามคือ… ธุรกิจคุณพร้อมหรือยัง?
ในยุคที่การแข่งขันเปลี่ยนเร็ว เทคโนโลยีก้าวกระโดด และพฤติกรรมผู้บริโภคไม่เหมือนเดิม การหยุดพัฒนาเท่ากับการถอยหลัง สำหรับผู้ประกอบการ SME การเรียนรู้และอัปเดตความรู้ใหม่ ๆ จึงไม่ใช่ “ทางเลือก” แต่เป็น “กลยุทธ์สำคัญ” เพื่อความอยู่รอดและเติบโตอย่างยั่งยืน
SME Academy 365 โดยสำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) จึงพัฒนาหลักสูตรออนไลน์ที่ตอบโจทย์ผู้ประกอบการยุคใหม่ ให้สามารถเรียนรู้ได้ทุกที่ ทุกเวลา พร้อมเนื้อหาที่ออกแบบมาเพื่อการนำไปใช้จริงในธุรกิจ
✅ เสริมความรู้เชิงกลยุทธ์
เข้าใจภาพรวมธุรกิจ แนวคิดการบริหาร และเครื่องมือที่ช่วยให้ตัดสินใจได้แม่นยำขึ้น
✅ เพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงาน
เรียนรู้วิธีปรับปรุงกระบวนการทำงาน ลดต้นทุน และเพิ่มผลกำไรอย่างเป็นระบบ
✅ ต่อยอดสู่การเติบโต
เตรียมความพร้อมสำหรับการขยายกิจการ การเข้าถึงแหล่งทุน หรือการขยายตลาดใหม่
✅ เรียนสะดวกตามจังหวะของคุณ
ระบบออนไลน์ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถจัดสรรเวลาเรียนควบคู่กับการบริหารธุรกิจได้อย่างยืดหยุ่น
การพัฒนาธุรกิจเริ่มต้นจากการพัฒนาความคิดและความรู้ของผู้บริหาร เมื่อเจ้าของกิจการมีความเข้าใจที่ชัดเจน ธุรกิจก็จะเดินหน้าอย่างมีทิศทางและมั่นคงมากขึ้น
เรียนรู้ได้ฟรีทุกที่ ทุกเวลา
smeacademy365.sme.go.th
ยกระดับธุรกิจด้วยเทคโนโลยีดิจิทัล (Digital Transformation for SMEs)
📅 ระยะเวลาดำเนินโครงการ: 25 พฤศจิกายน 2568 – 31 สิงหาคม 2569
ในยุคที่การแข่งขันสูงและต้นทุนผันผวน การใช้เทคโนโลยีดิจิทัลไม่ใช่ทางเลือกอีกต่อไป แต่คือ “เครื่องมือสำคัญ” ที่ช่วยให้ SME เพิ่มประสิทธิภาพ ลดต้นทุน และสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน
สำนักงานส่งเสริมวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (สสว.) เปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการทั่วประเทศ เข้าร่วมกิจกรรมให้คำปรึกษาเชิงลึกกับ SME Coach ผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน เพื่อวิเคราะห์ธุรกิจและวางแนวทางพัฒนาอย่างเป็นระบบ
ผู้ประกอบการจะได้รับการพัฒนาอย่างเป็นขั้นตอน ได้แก่
✅ ตรวจสุขภาพธุรกิจและการเงินอย่างรอบด้าน
✅ คำแนะนำการเข้าถึงแหล่งทุน
✅ ยกระดับสู่ Digital Transformation
วิธีสอบถามและสมัครเข้าร่วม
https://coach.sme.go.th/Project/Detail/8