มีสินค้าดี แต่ยังไม่รู้จะเริ่มส่งออกอย่างไร? 🌍
ขอเชิญผู้ประกอบการ SMEs เข้าร่วม "โครงการต้นกล้า ทู โกล สร้าง SMEs ไทย สู่เวทีการค้าสากล ประจำปี 2569 " โดย สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (NEA)
กรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ กระทรวงพาณิชย์
📌เตรียมความพร้อมสู่การเป็นผู้ส่งออกยุคใหม่ เสริมองค์ความรู้ด้านการค้าระหว่างประเทศแบบเข้มข้น 4 วัน 4 หัวข้อ ครบทุกองค์ความรู้ที่ผู้ส่งออกยุคใหม่ต้องรู้ จากวิทยากรผู้เชี่ยวชาญในแต่ละด้าน พร้อม Workshop เทคนิคที่สามารถนำไปต่อยอดธุรกิจได้จริง
▪ วันที่ 1 “การนำเสนอแผนธุรกิจและแผนการตลาดสำหรับธุรกิจส่งออก”
▪ วันที่ 2 “การพัฒนาผลิตภัณฑ์เเละบรรจุภัณฑ์ให้ตรงใจตลาดต่างประเทศ”
▪ วันที่ 3 “การพัฒนาช่องทางเครือข่ายเเละการสร้างแบรนด์เพื่อการส่งออก”
▪ วันที่ 4 “การนำเสนอแนวคิดธุรกิจเพื่อการส่งออก (Pitching)”
📍 อบรมรูปแบบออนไซต์ (On-site)
ณ สถาบันพัฒนาผู้ประกอบการการค้ายุคใหม่ (ถนนรัชดาภิเษก) กรุงเทพฯ
🗓 ระหว่างวันที่ 30 มิถุนายน - 3 กรกฎาคม 2569
⏰ เวลา 9.00-16.30
✅ คุณสมบัติผู้สมัคร
▪ ผู้ประกอบการนิติบุคคล
▪ มีสินค้าหรือธุรกิจเป็นของตนเอง
▪ มีตราสินค้า (Brand Name) ของตนเอง (ถ้ามี)
📄 เอกสารประกอบการสมัคร
▪ สำเนาหนังสือรับรองการจดทะเบียนนิติบุคคล 1 ชุด
▪ รูปภาพสินค้า / Brochure / Catalogue อย่างน้อย 1 ผลิตภัณฑ์
▪ สำเนาการจดทะเบียนตราสินค้า (ถ้ามี)
▪ สำเนาเอกสารรับรองมาตรฐานสินค้า เช่น อย., HACCP, ISO, GMP ฯลฯ (ถ้ามี)
🎁 สิทธิประโยชน์สำหรับผู้เข้าร่วม
• รับใบประกาศนียบัตรจากกรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ
(เมื่อเข้าร่วมกิจกรรมไม่น้อยกว่า 80% ของเวลาอบรมทั้งหมด)
• สามารถใช้ใบประกาศนียบัตรประกอบการสมัครเข้าร่วมโครงการ SMEs Pro-Active เพื่อเพิ่มโอกาสในการเข้าร่วมงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ
📣 สมัครเข้าร่วมฟรี ไม่มีค่าใช้จ่าย
ลงทะเบียนได้ที่ : https://bit.ly/4vhZBed
หรือสแกน QR Code ตามภาพประชาสัมพันธ์
⚡ เปิดรับสมัครตั้งแต่วันนี้ จำนวนจำกัดเพียง 100 ราย
(ปิดรับสมัครเมื่อที่นั่งเต็ม และกรมขอสงวนสิทธิ์ในการคัดเลือกผู้เข้าร่วมโครงการ)
☎️ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์: 1169 กด 1 กด 1 (ในเวลาราชการ)
📞 หรือติดต่อ: 096-983-3342 คุณณัฐลิกา
https://www.facebook.com/share/p/1UTDKbKxG9/?mibextid=wwXIfr
ในโลกธุรกิจที่เต็มไปด้วยการเปลี่ยนแปลงและปัจจัยที่คาดการณ์ได้ยาก ไม่ว่าจะเป็นภาวะเศรษฐกิจ เทคโนโลยี พฤติกรรมผู้บริโภค หรือเหตุการณ์ไม่คาดฝันต่าง ๆ การมีแผนสำรอง (Plan B) ไม่ได้สะท้อนถึงความไม่มั่นใจในการดำเนินธุรกิจ แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงและการสร้างความยืดหยุ่นทางธุรกิจ (Business Resilience) ซึ่งช่วยให้องค์กรสามารถปรับตัวและฟื้นตัวได้เมื่อเผชิญกับความท้าทาย
1. กระจายแหล่งรายได้และช่องทางการขาย (Revenue Diversification)
การพึ่งพารายได้จากลูกค้า สินค้า หรือช่องทางการขายเพียงแหล่งเดียว อาจเพิ่มความเสี่ยงเมื่อเกิดการเปลี่ยนแปลงทางตลาด SME จึงควรพิจารณาสร้างแหล่งรายได้ที่หลากหลาย เช่น การเพิ่มช่องทางจำหน่ายออนไลน์ควบคู่กับหน้าร้าน การพัฒนาสินค้าหรือบริการใหม่ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเดิม หรือการขยายฐานลูกค้าไปยังกลุ่มตลาดใหม่ เพื่อช่วยลดผลกระทบหากรายได้จากช่องทางใดช่องทางหนึ่งลดลง
2. บริหารโครงสร้างต้นทุนให้มีความยืดหยุ่น (Flexible Cost Structure)
ธุรกิจควรทบทวนโครงสร้างต้นทุนอย่างสม่ำเสมอ และพิจารณาเลือกใช้รูปแบบการดำเนินงานที่ช่วยเพิ่มความคล่องตัว เช่น การใช้บริการภายนอก (Outsourcing) ในบางงาน การเช่าใช้ซอฟต์แวร์หรืออุปกรณ์ตามความจำเป็น หรือการปรับรูปแบบการลงทุนให้สอดคล้องกับขนาดธุรกิจ แนวทางเหล่านี้สามารถช่วยให้ธุรกิจบริหารค่าใช้จ่ายได้เหมาะสมมากขึ้นเมื่อสภาวะตลาดเปลี่ยนแปลง
3. สร้างเครือข่ายความร่วมมือทางธุรกิจ (Strategic Partnerships)
การสร้างความร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจสามารถช่วยเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ลดข้อจำกัดด้านทรัพยากร และสร้างโอกาสทางการตลาดใหม่ ๆ ตัวอย่างเช่น การร่วมทำกิจกรรมส่งเสริมการขาย การแบ่งปันองค์ความรู้ การเชื่อมโยงเครือข่ายผู้ประกอบการ หรือการร่วมพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ลูกค้ามากยิ่งขึ้น
อีกหนึ่งเครื่องมือสำคัญคือการทำ Scenario Planning หรือการวิเคราะห์สถานการณ์ที่อาจส่งผลกระทบต่อธุรกิจในอนาคต เช่น ยอดขายลดลงอย่างมีนัยสำคัญ ต้นทุนวัตถุดิบเพิ่มขึ้น หรือการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน พร้อมกำหนดแนวทางรับมือสำหรับแต่ละสถานการณ์ไว้ล่วงหน้า เพื่อช่วยให้การตัดสินใจในช่วงวิกฤตเป็นไปอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพมากขึ้น
ความยืดหยุ่นทางธุรกิจไม่ได้หมายถึงการหลีกเลี่ยงความเสี่ยงทั้งหมด แต่คือความสามารถในการเตรียมพร้อม ปรับตัว และฟื้นตัวจากความเปลี่ยนแปลงได้อย่างเหมาะสม ธุรกิจที่มีการบริหารความเสี่ยงที่ดี มีแหล่งรายได้หลากหลาย โครงสร้างต้นทุนที่คล่องตัว และเครือข่ายพันธมิตรที่แข็งแรง จะมีความพร้อมมากขึ้นในการรับมือกับความไม่แน่นอนและสร้างการเติบโตได้อย่างต่อเนื่อง
แหล่งอ้างอิง
การทำธุรกิจไม่ได้มีเพียงการเดินหน้าต่อเท่านั้น บางครั้งการปรับตัว เปลี่ยนทิศทาง หรือแม้แต่การยุติกิจการอย่างเป็นระบบ อาจเป็นการตัดสินใจที่ช่วยลดความสูญเสียและรักษาทรัพยากรไว้สำหรับโอกาสใหม่ในอนาคต ผู้ประกอบการ SME จึงควรประเมินสถานการณ์ของธุรกิจอย่างสม่ำเสมอ เพื่อให้ตัดสินใจได้อย่างรอบคอบและทันเวลา
แม้ธุรกิจจะมียอดขาย แต่หากเงินสดหมุนเวียนไม่เพียงพอต่อการชำระค่าใช้จ่ายประจำ เช่น ค่าเช่า เงินเดือนพนักงาน หรือภาระหนี้สิน ธุรกิจก็อาจเผชิญปัญหาสภาพคล่องได้
หากกระแสเงินสดติดลบต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือน และไม่มีแนวโน้มฟื้นตัวจากมาตรการปรับปรุงรายได้หรือลดต้นทุน นั่นอาจเป็นสัญญาณว่าธุรกิจกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างที่ต้องได้รับการแก้ไขอย่างจริงจัง
ธุรกิจที่เติบโตอย่างยั่งยืนควรมีมูลค่าที่ได้รับจากลูกค้า (Lifetime Value: LTV) สูงกว่าต้นทุนในการหาลูกค้า (Customer Acquisition Cost: CAC)
หากต้องใช้งบโฆษณาหรือการตลาดจำนวนมากเพื่อดึงลูกค้าเข้ามา แต่ลูกค้าไม่ได้กลับมาซื้อซ้ำหรือสร้างรายได้คุ้มค่ากับต้นทุนที่ลงทุนไป โมเดลธุรกิจอาจไม่สามารถเติบโตได้อย่างยั่งยืน และยิ่งขยายกิจการก็อาจยิ่งเพิ่มภาระขาดทุน
ตลาดมีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ ทั้งจากเทคโนโลยีใหม่ คู่แข่งรายใหม่ และพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนไป
หากสินค้าหรือบริการของธุรกิจเริ่มไม่แตกต่างจากคู่แข่ง ลูกค้ามองไม่เห็นคุณค่าเพิ่มเติม หรือความต้องการของตลาดเปลี่ยนไปจนข้อเสนอเดิมไม่ตอบโจทย์เหมือนที่ผ่านมา ผู้ประกอบการควรพิจารณาปรับโมเดลธุรกิจ พัฒนาสินค้าใหม่ หรือมองหาโอกาสทางธุรกิจในรูปแบบอื่น
เจ้าของธุรกิจคือกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนองค์กร หากต้องเผชิญความเครียดสะสม ภาวะหมดไฟ หรือปัญหาสุขภาพที่ส่งผลต่อการตัดสินใจและการบริหารงานในระยะยาว ย่อมส่งผลกระทบต่อธุรกิจโดยตรง
การประเมินสภาพร่างกายและจิตใจของตนเองอย่างตรงไปตรงมา รวมถึงการขอคำปรึกษาจากผู้เชี่ยวชาญหรือที่ปรึกษาทางธุรกิจ อาจช่วยให้มองเห็นทางเลือกที่เหมาะสมมากขึ้นก่อนตัดสินใจเดินหน้าหรือหยุดพัก
การตัดสินใจ "พัก" "ปรับตัว" หรือ "ยุติกิจการ" ไม่ได้หมายถึงความล้มเหลวเสมอไป แต่เป็นส่วนหนึ่งของการบริหารความเสี่ยงทางธุรกิจ ผู้ประกอบการที่ประเมินสถานการณ์อย่างเป็นระบบและตัดสินใจบนพื้นฐานของข้อมูล จะมีโอกาสรักษาทรัพยากรและสร้างโอกาสใหม่ได้ดีกว่าการเดินหน้าต่อโดยไม่มีกลยุทธ์รองรับ
การปิดกิจการไม่ได้หมายถึงการหยุดขายสินค้าหรือบริการเท่านั้น แต่ยังต้องดำเนินการตามขั้นตอนทางกฎหมาย บัญชี และภาษีอย่างครบถ้วน เพื่อป้องกันภาระผูกพัน ค่าปรับ หรือปัญหาทางกฎหมายที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
1. จัดประชุมผู้ถือหุ้นและมีมติเลิกบริษัท
บริษัทต้องจัดประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อลงมติเลิกกิจการ พร้อมแต่งตั้งผู้ชำระบัญชีเป็นผู้ดำเนินการปิดบริษัทตามกฎหมาย
2. จดทะเบียนเลิกบริษัทกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้า (DBD)
หลังมีมติเลิกกิจการ ต้องยื่นจดทะเบียนเลิกบริษัทภายใน 14 วัน พร้อมแจ้งเจ้าหนี้และผู้เกี่ยวข้องให้รับทราบ
3. ดำเนินการชำระบัญชี
ผู้ชำระบัญชีมีหน้าที่รวบรวมทรัพย์สิน ชำระหนี้สิน เรียกเก็บหนี้ค้างรับ และจัดทำงบการเงิน ณ วันเลิกกิจการ รวมถึงรายงานความคืบหน้าต่อ DBD เป็นระยะจนกว่าการชำระบัญชีจะแล้วเสร็จ
ยกเลิกทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT)
หากบริษัทจดทะเบียน VAT ต้องแจ้งเลิกทะเบียนภายใน 15 วันนับจากวันจดทะเบียนเลิกบริษัท และยังคงต้องยื่นแบบ ภ.พ.30 จนกว่ากรมสรรพากรจะอนุมัติการเลิกทะเบียน
ยื่นภาษีเงินได้นิติบุคคลรอบสุดท้าย
บริษัทต้องจัดทำงบการเงินและยื่นแบบ ภ.ง.ด.50 สำหรับรอบบัญชีสุดท้ายภายใน 150 วัน พร้อมชำระภาษีค้างชำระ (ถ้ามี)
จัดการภาระผูกพันอื่น ๆ
เช่น การแจ้งปิดกิจการต่อสำนักงานประกันสังคม การชำระค่าจ้างหรือเงินชดเชยพนักงาน และการยกเลิกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ
สิ่งสำคัญที่ผู้ประกอบการควรเข้าใจคือ การจดทะเบียนเลิกบริษัทไม่ใช่การสิ้นสุดกระบวนการทันที แต่ยังต้องดำเนินการชำระบัญชีและจัดการภาระผูกพันต่าง ๆ จนเสร็จสิ้น จึงจะถือว่าการปิดบริษัทสมบูรณ์ การปิดบริษัทอย่างถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงจากค่าปรับ ข้อพิพาท และภาระทางกฎหมายในอนาคต ทำให้ผู้ประกอบการสามารถวางแผนเริ่มต้นธุรกิจใหม่ได้อย่างมั่นใจ
✨ TED Fund เปิดรับสมัคร Startup ร่วมขอรับทุนโครงการ Support for Startups Go to Market 2026
สนับสนุนสตาร์ทอัพไทยที่ต้องการต่อยอดธุรกิจ เข้าสู่ตลาด และขยายโอกาสเชิงพาณิชย์
ทั้งด้าน Spin-off Technology, SME Technology Transfer และ Startup New Market Entry
💰 ทุนสนับสนุนสูงสุด 2 ล้านบาท 🗓️ เปิดรับสมัคร 22 พ.ค. – 19 มิ.ย. 2569 (ปิดรับ 12.00 น.)
📌 คุณสมบัติผู้สมัคร
‣ นิติบุคคลไทย อายุเกิน 1 ปี ผู้ถือหุ้นไทยไม่น้อยกว่า 51%
‣ มีงบการเงินและเอกสารภาษีถูกต้อง
‣ มีผลิตภัณฑ์/บริการด้านเทคโนโลยีหรือนวัตกรรมที่ผ่าน POC แล้ว
‣ มีแผน Go-to-Market หรือ Technology Transfer ชัดเจน
‣ อยู่ในกลุ่ม Technology Spin-Offs, SME Technology Transfer หรือ Startup New Market Entry
‣ ไม่ได้รับทุนซ้ำซ้อน และไม่เคยได้รับทุน Startups for Startups
🔗 สมัคร: tedfunding.mhesi.go.th
🔗 รายละเอียด: https://tedfund.mhesi.go.th/support/startups-for-startups/information
สอบถามเพิ่มเติม
📨 : tedstaff@mhesi.go.th
📞 065-986-0854 (เกรียงศักดิ์)