ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจท้องถิ่นด้วยดิจิทัลคอนเทนต์และโฆษณายุคใหม่

ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจขับเคลื่อนด้วยโลกดิจิทัล การสร้างคอนเทนต์ที่โดดเด่นและการสื่อสารแบรนด์อย่างมีกลยุทธ์กลายเป็นทักษะสำคัญของผู้ประกอบการ โครงการ CHANGE (2026) X2 : AdsUp the Local จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อเสริมสมรรถนะให้ธุรกิจท้องถิ่นและกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ สามารถใช้ดิจิทัลคอนเทนต์และโฆษณาเป็นเครื่องมือขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ 

กิจกรรมมาในรูปแบบ อบรมเชิงปฏิบัติการ (Talk & Workshop) เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ตั้งแต่การเข้าใจทิศทางตลาดดิจิทัล เทรนด์ผู้บริโภค คอนเทนต์วิดีโอสั้น ไปจนถึงการวางกลยุทธ์แบรนด์ การเล่าเรื่องเชิงกลยุทธ์ (Strategic Storytelling) และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง AI Tools เพื่อช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มคุณภาพงานคอนเทนต์

สิทธิประโยชน์ที่ผู้เข้าร่วมจะได้รับ

  • ได้สร้างความเข้าใจในทิศทางตลาดดิจิทัลยุคใหม่ ทั้งเทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภค, Reels Economy, คอนเทนต์วิดีโอสั้น และแนวโน้มด้านโฆษณา
  • ได้พัฒนาแนวคิดการวางกลยุทธ์แบรนด์ (Brand Strategy) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถระบุจุดขาย ความแตกต่าง และแก่นเรื่องของแบรนด์ที่สามารถนำไปต่อยอดเป็นคอนเทนต์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • ได้เสริมทักษะด้าน Creative Content Creation ตั้งแต่การคิดไอเดีย การเล่าเรื่องเชิงกลยุทธ์ (Strategic Storytelling)
  • ได้เสริมศักยภาพในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล เช่น AI Tools เพื่อช่วยผลิตคอนเทนต์ ประหยัดเวลา และเพิ่มคุณภาพงาน
  • ได้เตรียมความพร้อมก่อนเข้าสู่กระบวนการทำงานร่วมกับครีเอเตอร์มืออาชีพในกิจกรรมพัฒนาผลงานต่อไป

เหมาะสำหรับกลุ่มใด

ผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ ได้แก่

  • อาหารและเครื่องดื่ม
  • สินค้าไลฟ์สไตล์
  • แฟชั่น
  • การท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม
  • ผู้ประกอบการหรือครีเอเตอร์เจ้าของคาแรกเตอร์
  • ผู้สนใจทั่วไปที่ต้องการยกระดับการตลาดด้วยดิจิทัล

กำหนดการจัดกิจกรรม (4 ภูมิภาค)

  • ครั้งที่ 1 ภาคกลาง : กรุงเทพฯ วันที่ 15 มกราคม 2569
  • ครั้งที่ 2 ภาคอีสาน : ขอนแก่น วันที่ 22 มกราคม 2569
  • ครั้งที่ 3 ภาคเหนือ : เชียงใหม่ วันที่ 10 กุมภาพันธ์ 2569
  • ครั้งที่ 4 ภาคใต้ : กระบี่ วันที่ 24 กุมภาพันธ์ 2569 

ดูรายละเอียดกิจกรรมทั้ง 4 ภูมิภาคได้ที่

https://drive.google.com/drive/folders/1DmJVToRVbesUflTKZN6ZpM8KtTTL2Uh4?usp=sharing

 

บทความแนะนำ

SME Symposium ประจำปี 2568 ในหัวข้อ “Smart Firm Smart Move ก้าวสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี พลิกโฉม SME ไทยสู่ดิจิทัล”

งาน SME Symposium ประจำปี 2568 ในหัวข้อ “Smart Firm Smart Move ก้าวสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี พลิกโฉม SME ไทยสู่ดิจิทัล”
เพื่อเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ SME ในการ Transform ให้ก้าวทันโลกด้วยเทคโนโลยีข้อมูล
และ AI เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้ด้วย Smart Firm และก้าวต่อไปอย่างมั่นใจในแบบ Smart Move พร้อมเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย
และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน

อ่านข้อมูลเพิ่มเติม >>> https://drive.google.com/file/d/1PZYHLqNbu1NYekRkYQKGDP6Bad7Ey5Zy/view?usp=sharing

บทความแนะนำ

Adoption Gap ศักยภาพและโอการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคเกษตร

Adoption Gap ศักยภาพและโอการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคเกษตร

การวิเคราะห์ศักยภาพ MSME รายสาขา ด้านการเกษตร ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อ SME เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับใช้เทคโนโลยีทดแทนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิม
และประเมินความคุ้มค่าเชิงธุรกิจสำหรับกำหนดมาตรการเชิงนโยบายใน การสนับสนุน SME ภาคการเกษตรให้มีความยั่งยืน ทั้งนี้ ได้ดำเนินการศึกษา รวบรวม
และวิเคราะห์ศักยภาพ MSME รายสาขา รวมถึงประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อ SME  

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://drive.google.com/file/d/1-EBJswEYDU2TduXGaGCA4jq0wJ8iuvmx/view?usp=sharing

บทความแนะนำ

ดัชนีความสุขเชิงเศรษฐศาสตร์ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME-EHI) ประจำปี 2567 – 2568

ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME เป็นเครื่องมือหรือตัวชี้วัดที่สะท้อนสภาวการณ์การประกอบการของผู้ประกอบการ SME
ในภาคการผลิต ภาคการค้า ภาคการบริการ และภาคธุรกิจการเกษตร

          ดัชนีความสุขเชิงเศรษฐศาสตร์ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME-EHI) ประจำปี 2567 – 2568 โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME จำนวน 1,673 ราย ช่วงระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม – 20 มกราคม 2568 ในผลสำรวจได้แบ่งการวิเคราะห์เป็น 4 ด้าน ประกอบด้วยการวิเคราะห์ตามรายขนาดธุรกิจ (รายย่อย ขนาดย่อม และขนาดกลาง) รายภาคธุรกิจ (ภาคการผลิต ภาคการค้า ภาคการบริการ และภาคธุรกิจการเกษตร) รายภูมิภาค จำนวน 6 ภูมิภาค รายสาขาธุรกิจที่สำคัญ ได้แก่ ภาคการผลิตสื่อคอนเทนต์ ภาคการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ภาคการท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง ภาคการก่อสร้างและที่เกี่ยวเนื่อง ภาคการค้าสินค้าอุปโภคบริโภค โดยแต่ละส่วนคำนวณจากการหาค่าเฉลี่ยขององค์ประกอบหลัก จำนวน 13 องค์ประกอบ ได้แก่ ด้านความสุขของผู้ประกอบการ 3 องค์ประกอบการ ด้านความสำเร็จของธุรกิจ 5 องค์ประกอบ ด้านปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อธุรกิจ 5 องค์ประกอบ ดัชนี SME-EHI ในปี 2567 – 2568 อยู่ที่ 6.12 พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความความสุขของผู้ประกอบการ ได้แก่ ภาวะการทำงานหนักเกินไปที่ทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาส่วนตัวน้อยลงและเครียดสะสม การปรับตัวด้านเทคโนโลยีและการตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบทั้งการดำเนินธุรกิจและด้านสุขภาพ

          สำหรับค่าดัชนี SME-EHI รายขนาดธุรกิจ พบว่า ธุรกิจขนาดกลางมีค่าดัชนีความสุขสูงที่สุดอยู่ที่ 6.26 ลำดับถัดมาคือ ธุรกิจขนาดย่อม อยู่ที่ 6.12 และรายย่อย อยู่ที่ 6.08 โดยผู้ประกอบการแต่ละขนาดธุรกิจเผชิญกับความท้าทายในด้านการทำงานที่หนักขึ้น รวมถึงปัญหาการปรับตัวทางธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งปัญหาที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ภัยพิบัติทางธรรมชาติ

          สำหรับค่าดัชนี SME-EHI รายภาคธุรกิจ พบว่า ภาคการบริการมีค่าดัชนีความสุขสูงที่สุดอยู่ที่ 6.15 ลำดับถัดมาคือ ภาคการค้ามีค่าดัชนีอยู่ที่ 6.11 ภาคการผลิตอยู่ที่ 6.07 แลภาคธุรกิจการเกษตร อยู่ที่ 5.84 โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบในเชิงลบ คือ ความกังวลเกี่ยวกับการปรับตัวทางธุรกิจในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจ การปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ยังพบประเด็นที่น่าสนใจคือความเครียดในการส่งต่อกิจการให้แก่ทายาทรุ่นต่อไป

          สำหรับค่าดัชนี SME-EHI รายสาขาธุรกิจสำคัญ พบว่า การท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีค่าดัชนีความสุขสูงสุดอยู่ที่ 6.11 ลำดับถัดมาคือ การค้าสินค้าอุปโภคบริโภค อยู่ที่ 6.09 การก่อสร้างและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อยู่ที่ 6.00 การผลิตสื่อคอนเทนต์อยู่ที่ 5.93 การผลิตอาหารและเครื่องดื่ม อยู่ที่ 5.73 โดยภาคธุรกิจการผลิตอาหารเป็นกลุ่มที่เผชิญกับความท้าทายมากที่สุดเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น ๆ เนื่องจากต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่รวดเร็วและการแข่งขันที่รุนแรง ในทางกลับกัน ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นกลุ่มที่มีค่าดัชนีความสุขสูงที่สุด เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถดึงดูดลูกค้าให้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง

          สำหรับค่าดัชนี SME-EHI รายภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกมีค่าดัชนีสูงที่สุด อยู่ที่ 6.45 ตามด้วยภาคเหนืออยู่ที่ 6.24 ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 6.07 ภาคกลางอยู่ที่ 6.04 และกรุงเทพและปริมณฑลอยู่ที่ 5.97 ผู้ประกอบการในภาคตะวันออกมีค่าความสุขสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค เนื่องจากมีความพึงพอใจในบทบาทของตนเองและมีความกระตือรือร้นในการทำงานสูง รวมถึงประสบความสำเร็จทางธุรกิจจากการตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดี ทั้งด้านมาตรฐานสินค้า บริการ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี

          นอกจากนี้ ยังมีการจัดการแรงงานที่มีประสิทธิภาพ ทั้งคุณภาพงาน ทักษะพนักงาน สวัสดิการ และความสัมพันธ์ภายในองค์กรที่แข็งแรง แต่ความแตกต่างตามบริบทของพื้นที่ โดยเฉพาะการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและปัญหาสิ่งแวดล้อมจะส่งผลต่อความกังวลของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ สสว. ได้นำดัชนี SME – EHI ของปี 2567 – 2568 มาเปรียบเทียบระดับความสุขของผู้ประกอบการที่เคยจัดเก็บข้อมูลในปี 2566 พบว่า คะแนนลดลงจาก 6.36 เป็น 6.12 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า SME มีความกังวลเพิ่มมากขึ้นโดยมาจากปัจจัยความกังวลด้านความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังฝืดเคืองและปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ที่อาจส่งผลต่อระดับความสุขของ SME และการดำเนินธุรกิจโดยรวมของผู้ประกอบการ จากบทสรุปของดัชนี SME – EHI พบว่าปัจจัยหลายด้านส่งผลกระทบต่อความสุขและความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SME หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่

                   (1) การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพแรงงานและต้นทุนด้านสุขภาพ

                   (2) การพัฒนาศักยภาพการปรับตัวของ SME เช่น การสนับสนุนการพัฒนาทักษะทางดิจิทัลที่เฉพาะเจาจงและเหมาะสมกับอุตสาหกรรมแต่ละประเภท

                   (3) การส่งเสริมการแข่งขันผ่านการเข้าถึงตลาดและเทคโนโลยีเพื่อเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงตลาดและนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือการส่งเสริมงานวิจัยที่มุ่งเน้นการพัฒนา
                        ผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดระดับพรีเมียม

                   (4) การลดภาระกฎระเบียบภาครัฐเพื่อเสริมความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ

                   (5) การสร้างสมดุลชีวิตและแรงจูงใจด้านสวัสดิการแรงงาน ควรส่งเสริมโครงการที่ช่วยลดภาระด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้ประกอบการและแรงงานใน MSME
                        โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ

                   (6) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย เช่น การพัฒนาและยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ SME สามารถสร้างความแตกต่าง                          และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจเพื่อแข่งขันกันสินค้าจากต่างประเทศ

                   (7) การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อความยั่งยืนโดยพัฒนาระบบ Business Ecosystem ที่เอื้อต่อการร่วมมือกันระหว่าง SME เพื่อความเติบโตระยะยาว

 

อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://drive.google.com/file/d/13_W9b6DNRWf8gCYP7JFq5ZVMuEAm8j-N/view?usp=sharing

บทความแนะนำ

มุมมองภาวะเศรษฐกิจและแผนรับมือในปี 2569 ของธุรกิจ MSME

ผลสำรวจความคิดเห็นของผู้ประกอบการ MSME ในหัวข้อประเด็นที่น่าสนใจ
" เรื่อง มุมมองภาวะเศรษฐกิจและแผนรับมือในปี 2569 ของธุรกิจ MSME"

โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME จำนวน 2,736 ราย จาก 6 ภูมิภาคทั่วประเทศ ระหว่างวันที่ 18 - 29 พฤศจิกายน 2568
สรุปสาระสำคัญ ได้ดังนี้

  • จากการสอบถามมุมมองภาวะเศรษฐกิจและแผนรับมือในปี 2569 ของธุรกิจ SME พบว่า ผู้ประกอบการ SME ส่วนใหญ่ประเมินว่าเศรษฐกิจปี 2569 จะ “นิ่งแบบต้องระวัง”
    โดยกว่า 65% เห็นว่าเศรษฐกิจจะทรงตัวใกล้เคียงปัจจุบัน ไม่ฟื้นตัวแรงและไม่ถดถอยฉับพลัน จึงไม่ใช่ปีวิกฤติ แต่ก็ยังไม่ใช่ปีแห่งการเติบโต
  • SME ส่วนใหญ่ประเมินศักยภาพของตนเองในปี 2569 ว่า “ยังเดินหน้าต่อได้ แต่เติบโตจำกัด” สะท้อนสภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่ฟื้นตัวชัดเจน แม้ไม่ใช่ภาวะวิกฤติ ผู้ประกอบการยังมองเห็นช่องทางรักษารายได้และต่อยอดธุรกิจบางส่วนอยู่บ้าง โดยโอกาสเติบโตส่วนใหญ่กระจุกตัวในธุรกิจที่มีความเฉพาะทาง เช่น อัญมณี และเครื่องประดับ และกลุ่มสินค้าจำเป็น
  • SME ส่วนใหญ่กำลังเผชิญภูมิทัศน์เศรษฐกิจที่ผันผวน จากกำลังซื้อที่ฟื้นช้า ต้นทุนสูง และการแข่งขันจากสินค้าราคาต่ำที่รุนแรงขึ้น ขณะเดียวกัน ความเสี่ยงใหม่ด้านสภาพภูมิอากาศ ตั้งแต่น้ำท่วมถึงพายุที่กระทบต่อการขนส่งและซัพพลายเชน ยิ่งเพิ่มความไม่แน่นอนให้ธุรกิจ อีกทั้งภัยคุกคามทางดิจิทัลและความปลอดภัยข้อมูลก็ทวีความสำคัญมากขึ้น ตามการพึ่งพาระบบออนไลน์ของกิจการในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
  • ผู้ประกอบการ SME มองว่าผู้บริโภคในปี 2569 จะเน้นความคุ้มค่าและการประหยัด แต่ยังให้ความสำคัญกับคุณภาพและความสะดวก การขายออนไลน์และบริการแบบ On-demand จึงถูกมองเป็นโอกาสหลัก ขณะเดียวกัน ตลาดเฉพาะกลุ่มและสินค้า/บริการด้านความยั่งยืนยังเป็นโอกาสรองที่สามารถสร้างความแตกต่างให้ SME ได้
  • SME ส่วนใหญ่ตอบสนองต่อภาวะเศรษฐกิจด้วยการ “เตรียมพร้อมและรอปรับตัว” มากกว่ามีแผนดำเนินการที่ชัดเจน ขนาดธุรกิจและทัศนคติต่ออนาคตช่วยให้บางกลุ่มวางแผนรองรับได้มากขึ้น โดยเฉพาะภาคบริการและธุรกิจการเกษตรที่เผชิญความผันผวนสูง ขณะที่ SME รายย่อยยังติดข้อจำกัดด้านเงินทุนและทักษะทำให้การวางแผนรองรับเศรษฐกิจยังไม่ชัดเจนเท่ากลุ่มอื่น
  • SME มองว่าการเติบโตในปีหน้าไม่ได้มาจากอุตสาหกรรมหนัก แต่จะมาจากธุรกิจดิจิทัล ไลฟ์สไตล์ สุขภาพ ความคิดสร้างสรรค์ และกิจการที่ใช้เทคโนโลยีช่วยยกระดับประสิทธิภาพ

 

อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >>>https://drive.google.com/file/d/18kve3HYpK99vUQt692uGTPA26JF8daB8/view?usp=sharing

บทความแนะนำ

Clear Cache
Clear All Cache
Enable Page Cache
Disable Page Cache