SME ไทยยังคงเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของประเทศ โดยข้อมูลในช่วงปี 2567–2568 สะท้อนให้เห็นถึงบทบาทที่โดดเด่นทั้งในด้านจำนวนธุรกิจ การจ้างงาน และการสร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจ
ประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME ประมาณ 3.26 ล้านราย คิดเป็น 99.5% ของธุรกิจทั้งหมดในประเทศ โดยกว่า 84% เป็นธุรกิจรายย่อย ซึ่งกระจายตัวอยู่ใน
ภาคการค้า
ภาคบริการ
ภาคการผลิต
โครงสร้างดังกล่าวสะท้อนให้เห็นว่า SME เป็นฐานรากสำคัญของระบบเศรษฐกิจไทยในทุกภาคส่วน
ในด้านการจ้างงาน SME สร้างงานรวมกว่า 13.4 ล้านคน หรือคิดเป็น 68.8% ของการจ้างงานทั้งประเทศ โดย
ภาคบริการ มีสัดส่วนการจ้างงานสูงที่สุดที่ 44.8%
ตัวเลขดังกล่าวตอกย้ำบทบาทของ SME ในฐานะแหล่งจ้างงานหลัก และเป็นตัวช่วยสำคัญในการกระจายรายได้สู่ประชาชน
ในช่วง 3 ไตรมาสแรกของปี 2568 SME สร้างมูลค่า GDP ประมาณ 4.8 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 34.8% ของ GDP ประเทศ และขยายตัว 2.4%
ทั้งนี้ คาดว่า
ตลอดปี 2568 จะเติบโตประมาณ 2.5%
ปี 2569 มีแนวโน้มเติบโตในช่วง 2.0–2.8%
แรงสนับสนุนสำคัญมาจากการส่งออก การท่องเที่ยว มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับต่ำ
ในช่วง 10 เดือนแรกของปี 2568
SME มีมูลค่าการส่งออก 1.33 ล้านล้านบาท คิดเป็น 14.3% ของการส่งออกรวม โดยตลาดหลักคือ สหรัฐอเมริกา
การนำเข้ามีมูลค่า 1.65 ล้านล้านบาท หรือ 17.2% ของการนำเข้ารวม โดยนำเข้าจาก จีน เป็นหลัก
ข้อมูลดังกล่าวสะท้อนบทบาทของ SME ไทยในห่วงโซ่การค้าระหว่างประเทศที่เพิ่มมากขึ้น
ในปี 2568 พบว่ามีกลุ่มธุรกิจ SME ที่มีการเติบโตสูง ได้แก่
เครื่องจักรกลการเกษตร
อาหารจากสัตว์น้ำ
โลจิสติกส์
ธุรกิจครีเอทีฟ
วิดีโอเกมและซอฟต์แวร์
ธุรกิจดูแลผู้สูงอายุ
แนวโน้มดังกล่าวสะท้อนโอกาสใหม่จากเศรษฐกิจดิจิทัลและการเข้าสู่สังคมสูงวัยของประเทศไทย
ขณะเดียวกัน ยังมีกลุ่มธุรกิจ SME บางประเภทที่เผชิญแรงกดดันจากภาวะกำไรหดตัว อาทิ
รถยนต์มือสอง
เครื่องสำอาง
ผลิตภัณฑ์ยาง
ที่พักนักเรียนและนักศึกษา
ผู้ประกอบการในกลุ่มนี้จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรับมือกับความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้น
ประเด็นท้าทายที่สำคัญของ SME ไทย คือ ผลิตภาพรวม (Total Factor Productivity: TFP) ซึ่งในปี 2567 อยู่ในระดับติดลบ -0.27 สะท้อนถึงข้อจำกัดด้านประสิทธิภาพการดำเนินธุรกิจ
ผู้เชี่ยวชาญชี้ว่า การลงทุนด้าน เทคโนโลยีและดิจิทัล ไม่ใช่เพียงทางเลือกอีกต่อไป แต่เป็น ปัจจัยจำเป็น ต่อการอยู่รอดและการสร้างความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืนของ SME ไทยในระยะยาว
ในยุคที่การแข่งขันทางธุรกิจขับเคลื่อนด้วยโลกดิจิทัล การสร้างคอนเทนต์ที่โดดเด่นและการสื่อสารแบรนด์อย่างมีกลยุทธ์กลายเป็นทักษะสำคัญของผู้ประกอบการ โครงการ CHANGE (2026) X2 : AdsUp the Local จึงถูกออกแบบขึ้นเพื่อเสริมสมรรถนะให้ธุรกิจท้องถิ่นและกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ สามารถใช้ดิจิทัลคอนเทนต์และโฆษณาเป็นเครื่องมือขยายโอกาสทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ
กิจกรรมมาในรูปแบบ อบรมเชิงปฏิบัติการ (Talk & Workshop) เน้นการเรียนรู้ผ่านการลงมือทำจริง ตั้งแต่การเข้าใจทิศทางตลาดดิจิทัล เทรนด์ผู้บริโภค คอนเทนต์วิดีโอสั้น ไปจนถึงการวางกลยุทธ์แบรนด์ การเล่าเรื่องเชิงกลยุทธ์ (Strategic Storytelling) และการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลอย่าง AI Tools เพื่อช่วยประหยัดเวลาและเพิ่มคุณภาพงานคอนเทนต์
ผู้ประกอบการกลุ่มธุรกิจสร้างสรรค์ ได้แก่
ดูรายละเอียดกิจกรรมทั้ง 4 ภูมิภาคได้ที่
https://drive.google.com/drive/folders/1DmJVToRVbesUflTKZN6ZpM8KtTTL2Uh4?usp=sharing
งาน SME Symposium ประจำปี 2568 ในหัวข้อ “Smart Firm Smart Move ก้าวสู่อนาคตด้วยเทคโนโลยี พลิกโฉม SME ไทยสู่ดิจิทัล”
เพื่อเผยแพร่ข้อมูล ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการดำเนินธุรกิจให้กับผู้ประกอบการ SME ในการ Transform ให้ก้าวทันโลกด้วยเทคโนโลยีข้อมูล
และ AI เพื่อให้ธุรกิจเติบโตได้ด้วย Smart Firm และก้าวต่อไปอย่างมั่นใจในแบบ Smart Move พร้อมเสริมศักยภาพผู้ประกอบการไทย
และยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ฐานรากให้เติบโตอย่างมั่นคงและยั่งยืน
อ่านข้อมูลเพิ่มเติม >>> https://drive.google.com/file/d/1PZYHLqNbu1NYekRkYQKGDP6Bad7Ey5Zy/view?usp=sharing
Adoption Gap ศักยภาพและโอการการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในภาคเกษตร
การวิเคราะห์ศักยภาพ MSME รายสาขา ด้านการเกษตร ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อ SME เพื่อให้เกษตรกรสามารถปรับใช้เทคโนโลยีทดแทนวิถีการเกษตรแบบดั้งเดิม
และประเมินความคุ้มค่าเชิงธุรกิจสำหรับกำหนดมาตรการเชิงนโยบายใน การสนับสนุน SME ภาคการเกษตรให้มีความยั่งยืน ทั้งนี้ ได้ดำเนินการศึกษา รวบรวม
และวิเคราะห์ศักยภาพ MSME รายสาขา รวมถึงประเด็นที่น่าสนใจอื่น ๆ ที่อาจจะส่งผลกระทบต่อ SME
อ่านเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://drive.google.com/file/d/1-EBJswEYDU2TduXGaGCA4jq0wJ8iuvmx/view?usp=sharing
ดัชนีความเชื่อมั่นผู้ประกอบการ SME เป็นเครื่องมือหรือตัวชี้วัดที่สะท้อนสภาวการณ์การประกอบการของผู้ประกอบการ SME
ในภาคการผลิต ภาคการค้า ภาคการบริการ และภาคธุรกิจการเกษตร
ดัชนีความสุขเชิงเศรษฐศาสตร์ของผู้ประกอบการวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME-EHI) ประจำปี 2567 – 2568 โดยเก็บข้อมูลจากผู้ประกอบการ SME จำนวน 1,673 ราย ช่วงระหว่างวันที่ 20 ธันวาคม – 20 มกราคม 2568 ในผลสำรวจได้แบ่งการวิเคราะห์เป็น 4 ด้าน ประกอบด้วยการวิเคราะห์ตามรายขนาดธุรกิจ (รายย่อย ขนาดย่อม และขนาดกลาง) รายภาคธุรกิจ (ภาคการผลิต ภาคการค้า ภาคการบริการ และภาคธุรกิจการเกษตร) รายภูมิภาค จำนวน 6 ภูมิภาค รายสาขาธุรกิจที่สำคัญ ได้แก่ ภาคการผลิตสื่อคอนเทนต์ ภาคการผลิตอาหารและเครื่องดื่ม ภาคการท่องเที่ยวและที่เกี่ยวเนื่อง ภาคการก่อสร้างและที่เกี่ยวเนื่อง ภาคการค้าสินค้าอุปโภคบริโภค โดยแต่ละส่วนคำนวณจากการหาค่าเฉลี่ยขององค์ประกอบหลัก จำนวน 13 องค์ประกอบ ได้แก่ ด้านความสุขของผู้ประกอบการ 3 องค์ประกอบการ ด้านความสำเร็จของธุรกิจ 5 องค์ประกอบ ด้านปัจจัยภายนอกที่ส่งผลต่อธุรกิจ 5 องค์ประกอบ ดัชนี SME-EHI ในปี 2567 – 2568 อยู่ที่ 6.12 พบว่า ปัจจัยที่ส่งผลกระทบต่อความความสุขของผู้ประกอบการ ได้แก่ ภาวะการทำงานหนักเกินไปที่ทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาส่วนตัวน้อยลงและเครียดสะสม การปรับตัวด้านเทคโนโลยีและการตอบสนองต่อพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงเร็ว และปัญหาด้านสิ่งแวดล้อมโดยเฉพาะวิกฤตฝุ่น PM 2.5 ที่กระทบทั้งการดำเนินธุรกิจและด้านสุขภาพ
สำหรับค่าดัชนี SME-EHI รายขนาดธุรกิจ พบว่า ธุรกิจขนาดกลางมีค่าดัชนีความสุขสูงที่สุดอยู่ที่ 6.26 ลำดับถัดมาคือ ธุรกิจขนาดย่อม อยู่ที่ 6.12 และรายย่อย อยู่ที่ 6.08 โดยผู้ประกอบการแต่ละขนาดธุรกิจเผชิญกับความท้าทายในด้านการทำงานที่หนักขึ้น รวมถึงปัญหาการปรับตัวทางธุรกิจเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่เปลี่ยนไปอย่างรวดเร็ว อีกทั้งปัญหาที่เกิดจากสิ่งแวดล้อมต่าง ๆ เช่น ฝุ่น PM 2.5 ภัยพิบัติทางธรรมชาติ
สำหรับค่าดัชนี SME-EHI รายภาคธุรกิจ พบว่า ภาคการบริการมีค่าดัชนีความสุขสูงที่สุดอยู่ที่ 6.15 ลำดับถัดมาคือ ภาคการค้ามีค่าดัชนีอยู่ที่ 6.11 ภาคการผลิตอยู่ที่ 6.07 แลภาคธุรกิจการเกษตร อยู่ที่ 5.84 โดยปัจจัยหลักที่ส่งผลกระทบในเชิงลบ คือ ความกังวลเกี่ยวกับการปรับตัวทางธุรกิจในหลายด้าน ไม่ว่าจะเป็นการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการดำเนินธุรกิจ การปรับตัวให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคที่เปลี่ยนแปลงไป นอกจากนี้ยังพบประเด็นที่น่าสนใจคือความเครียดในการส่งต่อกิจการให้แก่ทายาทรุ่นต่อไป
สำหรับค่าดัชนี SME-EHI รายสาขาธุรกิจสำคัญ พบว่า การท่องเที่ยวและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่องมีค่าดัชนีความสุขสูงสุดอยู่ที่ 6.11 ลำดับถัดมาคือ การค้าสินค้าอุปโภคบริโภค อยู่ที่ 6.09 การก่อสร้างและธุรกิจที่เกี่ยวเนื่อง อยู่ที่ 6.00 การผลิตสื่อคอนเทนต์อยู่ที่ 5.93 การผลิตอาหารและเครื่องดื่ม อยู่ที่ 5.73 โดยภาคธุรกิจการผลิตอาหารเป็นกลุ่มที่เผชิญกับความท้าทายมากที่สุดเมื่อเทียบกับธุรกิจอื่น ๆ เนื่องจากต้องรับมือกับการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมผู้บริโภคที่รวดเร็วและการแข่งขันที่รุนแรง ในทางกลับกัน ธุรกิจท่องเที่ยวเป็นกลุ่มที่มีค่าดัชนีความสุขสูงที่สุด เนื่องจากสามารถสร้างรายได้ที่มั่นคงและรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้สามารถดึงดูดลูกค้าให้ใช้บริการอย่างต่อเนื่อง
สำหรับค่าดัชนี SME-EHI รายภูมิภาค พบว่า ภาคตะวันออกมีค่าดัชนีสูงที่สุด อยู่ที่ 6.45 ตามด้วยภาคเหนืออยู่ที่ 6.24 ภาคตะวันออกเฉียงเหนืออยู่ที่ 6.07 ภาคกลางอยู่ที่ 6.04 และกรุงเทพและปริมณฑลอยู่ที่ 5.97 ผู้ประกอบการในภาคตะวันออกมีค่าความสุขสูงที่สุดเมื่อเทียบกับทุกภูมิภาค เนื่องจากมีความพึงพอใจในบทบาทของตนเองและมีความกระตือรือร้นในการทำงานสูง รวมถึงประสบความสำเร็จทางธุรกิจจากการตอบสนองความต้องการลูกค้าได้ดี ทั้งด้านมาตรฐานสินค้า บริการ และการสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
นอกจากนี้ ยังมีการจัดการแรงงานที่มีประสิทธิภาพ ทั้งคุณภาพงาน ทักษะพนักงาน สวัสดิการ และความสัมพันธ์ภายในองค์กรที่แข็งแรง แต่ความแตกต่างตามบริบทของพื้นที่ โดยเฉพาะการรับมือกับการเปลี่ยนแปลงและปัญหาสิ่งแวดล้อมจะส่งผลต่อความกังวลของผู้ประกอบการ นอกจากนี้ สสว. ได้นำดัชนี SME – EHI ของปี 2567 – 2568 มาเปรียบเทียบระดับความสุขของผู้ประกอบการที่เคยจัดเก็บข้อมูลในปี 2566 พบว่า คะแนนลดลงจาก 6.36 เป็น 6.12 ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า SME มีความกังวลเพิ่มมากขึ้นโดยมาจากปัจจัยความกังวลด้านความสามารถในการปรับตัวของธุรกิจเพื่อรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีที่รวดเร็วและการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมการบริโภค นอกจากนี้ภาวะเศรษฐกิจภายในประเทศที่ยังฝืดเคืองและปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น สถานการณ์ฝุ่น PM 2.5 ที่ทวีความรุนแรงมากขึ้น ที่อาจส่งผลต่อระดับความสุขของ SME และการดำเนินธุรกิจโดยรวมของผู้ประกอบการ จากบทสรุปของดัชนี SME – EHI พบว่าปัจจัยหลายด้านส่งผลกระทบต่อความสุขและความสามารถในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ SME หน่วยงานที่เกี่ยวข้องสามารถช่วยเหลือผู้ประกอบการผ่านมาตรการสำคัญ ได้แก่
(1) การจัดการปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น ฝุ่น PM 2.5 ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพแรงงานและต้นทุนด้านสุขภาพ
(2) การพัฒนาศักยภาพการปรับตัวของ SME เช่น การสนับสนุนการพัฒนาทักษะทางดิจิทัลที่เฉพาะเจาจงและเหมาะสมกับอุตสาหกรรมแต่ละประเภท
(3) การส่งเสริมการแข่งขันผ่านการเข้าถึงตลาดและเทคโนโลยีเพื่อเปิดโอกาสให้ SME เข้าถึงตลาดและนวัตกรรมใหม่ ๆ หรือการส่งเสริมงานวิจัยที่มุ่งเน้นการพัฒนา
ผลิตภัณฑ์ที่สามารถแข่งขันได้ในตลาดระดับพรีเมียม
(4) การลดภาระกฎระเบียบภาครัฐเพื่อเสริมความคล่องตัวในการดำเนินธุรกิจ
(5) การสร้างสมดุลชีวิตและแรงจูงใจด้านสวัสดิการแรงงาน ควรส่งเสริมโครงการที่ช่วยลดภาระด้านสุขภาพและความเป็นอยู่ของผู้ประกอบการและแรงงานใน MSME
โดยเฉพาะในกลุ่มธุรกิจที่มีความเสี่ยงด้านสุขภาพ
(6) การเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันของ SME ไทย เช่น การพัฒนาและยกระดับมาตรฐานผลิตภัณฑ์เป็นกลยุทธ์สำคัญที่ช่วยให้ SME สามารถสร้างความแตกต่าง และสร้างมูลค่าเพิ่มให้กับธุรกิจเพื่อแข่งขันกันสินค้าจากต่างประเทศ
(7) การสร้างเครือข่ายพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อความยั่งยืนโดยพัฒนาระบบ Business Ecosystem ที่เอื้อต่อการร่วมมือกันระหว่าง SME เพื่อความเติบโตระยะยาว
อ่านข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ >>> https://drive.google.com/file/d/13_W9b6DNRWf8gCYP7JFq5ZVMuEAm8j-N/view?usp=sharing