SCB Business Center เติมเต็มจุดอ่อน เสริมสร้างจุดแข็งให้เอสเอ็มอี

ในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจเอสเอ็มอีเติบโตขึ้นเป็นอย่างมาก ดูได้จากจำนวนผู้ประกอบการในปัจจุบันที่อยู่ในระบบกว่า 3 ล้านราย สาเหตุส่วนหนึ่งมาจากเทรนด์ความต้องการของคนที่อยากมีธุรกิจของตัวเอง ซึ่งส่วนใหญ่เป็นคนรุ่นใหม่ที่เพิ่งจบการศึกษา หรือแม้แต่พนักงานประจำ และคนในวัยเกษียณที่มองเห็นโอกาสทางธุรกิจ

แต่ปัญหาของผู้ประกอบการมือใหม่เหล่านี้ คือยังขาดประสบการณ์การจัดการด้านต่าง ๆ ในเวลาเดียวกัน ถึงแม้ว่าจะเป็นผู้ประกอบการเอสเอ็มอีที่ทำธุรกิจมานานแล้วก็ตาม แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ทั้งกระแสดิจิทัลดิสรัปชั่น หรือสถานการณ์ไม่คาดคิดมากก่อน เช่น การระบาดของไวรัส COVID-19 ได้ส่งผลกระทบเป็นอย่างมากต่อผู้ประกอบการซึ่งอาจจะรับมือกับสถานการณ์ดังกล่าวไม่ทัน

อุปสรรคต่างๆ เหล่านี้เป็นสิ่งที่ธนาคารไทยพาณิชย์ตระหนักอยู่ตลอดเวลา และมีความต้องการที่จะสนับสนุนให้ผู้ประกอบการรายย่อยไม่เพียงก้าวข้ามปัญหา แต่ยังสามารถตั้งหลัก และนำพาธุรกิจให้เติบโตได้อย่างแข็งแกร่ง นี่จึงเป็นที่มาในการจัดตั้ง SCB Business Center เมื่อ 3 ปีก่อน เพื่อเป็น Center of Excellence ให้เอสเอ็มอีอย่างครบวงจร

คุณพิทูร สัมพันธารักษ์ ผู้อำนวยการ Sales Planning & Performance Management ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า ผู้ประกอบการรายย่อยส่วนใหญ่มักขาดข้อมูลข่าวสารความรู้ในการประกอบธุรกิจ และขาดที่ปรึกษา SCB Business Center จึงเกิดขึ้นเพื่อเป็นผู้ช่วยให้กับเอสเอ็มอี และยังทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการสร้าง Ecosystem เชื่อมต่อระหว่างลูกค้าเอสเอ็มอีให้เกิดเป็นเครือข่าย เพื่อสร้างโอกาสทางธุรกิจซึ่งกันและกัน 

“เรามีการจัดสัมมนาเติมความรู้ให้กับผู้ประกอบการเอสเอ็มอีอยู่ตลอดเวลา โดยจัดเฉลี่ยเดือนละ 3-4 ครั้ง เพื่ออัพเดทเทรนด์ใหม่ๆ ทั้งเทรนด์ธุรกิจที่น่าสนใจ เทรนด์ของตลาดที่มีศักยภาพ รวมถึงให้ความรู้เพื่อเพิ่มทักษะด้านดิจิทัล ซึ่งการจัดงานสัมมนาจะร่วมกับพาร์ทเนอร์ เช่น Wongnai เราเชิญมาให้ความรู้ ด้านการตลาด การบริหารจัดการหน้าร้าน การลดต้นทุนสำหรับผู้ประกอบการร้านอาหาร หรือบางครั้งมีการจัดสัมมนาในหัวข้อด้านการเงิน การจัดการบัญชี และภาษีที่เป็นจุดอ่อนของเอสเอ็มอี โดยมีพาร์ทเนอร์เก่งๆ เช่น AccRevo ที่เข้ามาให้ความรู้ในการจัดการเรื่องบัญชี-ภาษี การวางแผนภาษีที่ถูกต้อง รวมทั้งการใช้เทคโนโลยีมาช่วยลดต้นทุนด้านบัญชี โดยขอโปรโมชั่นพิเศษจากพาร์ทเนอร์ เพื่อเป็นสิทธิพิเศษให้กับลูกค้าที่ต้องการใช้บริการแพลทฟอร์มต่าง ๆ จากพาร์ทเนอร์ นอกจากเชิญพาร์ทเนอร์มาให้ความรู้แล้ว SCB Business Center ยังมีกิจกรรมสัมมนาเพื่ออัพเดทเทรนด์ธุรกิจที่น่าสนใจ กิจกรรมแลกเปลี่ยนความคิดเห็น หรือมาฟังแนวทางการแก้ปัญหาในการทำธุรกิจ จากผู้เชี่ยวชาญแวดวงต่างๆ เช่น ธุรกิจร้านอาหาร ธุรกิจโรงแรม ธุรกิจโลจิสติกส์ รวมถึงประเด็นอื่น ๆ ที่เอสเอ็มอีต้องการ เช่น การเตรียมความพร้อมก่อนขอสินเชื่อธุรกิจจากธนาคาร โดยเชิญผู้เชี่ยวชาญของธนาคารเข้ามาให้ข้อมูลความรู้ หรือบางครั้งได้เรียนเชิญผู้บริหารของธนาคารที่ดูสายงานธุรกิจที่ประเทศจีนมาให้ความรู้เรื่องการเปิดตลาดจีน แนวทางการค้า สินค้าที่น่าสนใจ ที่เป็นที่ต้องการของตลาดจีน นอกจากนี้ยังมีพาร์ทเนอร์ที่ช่วยเอสเอ็มอีบุกตลาดอเมริกา คือ  Amazon ที่มาให้ความรู้ในการเปิดช่องทางขายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ของ Amazon.com เป็นต้น 

การสัมมนาทั้งหมดนี้ถือเป็นการสร้างเวทีให้ผู้ประกอบการได้มาทำความรู้จักกัน เพื่อแลกเปลี่ยนแนวคิด สร้างเครือข่ายความร่วมมือ รวมถึงจับคู่ธุรกิจ จุดประกายไอเดียใหม่ ๆ ให้กับเอสเอ็มอี ซึ่งเป็นเป้าหมายสำคัญอีกอย่างหนึ่งของ SCB Business Center

เราเชื่อว่าการทำธุรกิจจำเป็นต้องมีพันธมิตร และเครือข่ายที่ดี ธนาคารไทยพาณิชย์ยินดีเป็นตัวกลางในเชื่อมโยงพันธมิตรใหม่ ๆ เพื่อเป็นทางเลือก และช่วยเพิ่มโอกาสใหม่ ๆ ให้กับผู้ประกอบการ นี่คือหัวใจหลักของการก่อตั้ง SCB Business Center ขึ้นมา เพราะเรามองว่า ถ้าลูกค้ามีเครือข่ายที่แข็งแรง ธุรกิจเขาย่อมแข็งแรง ลูกค้าอยู่ได้ แบงก์ก็อยู่ได้ คอยสนับสนุนกัน และเติบโตไปด้วยกันเรื่อย ๆ”

อย่างไรก็ดี แม้ประเทศไทยต้องเผชิญกับสถานการณ์ COVID-19 ตั้งแต่ต้นปี ส่งผลให้การจัดกิจกรรมสัมมนาต้องระงับไปชั่วคราว แต่ SCB Business Center ก็ไม่หยุดให้ความรู้แก่ผู้ประกอบการเอสเอ็มอี โดยที่ผ่านมาได้มีการให้ความรู้ผ่านเว็บไซต์และเฟซบุ๊ค SCB SME และ SCB Thailand อาทิ การปรับตัวทำธุรกิจในยุค New Normal และแนะนำวิธีการนำสินค้าไปจำหน่ายบนแพลตฟอร์มออนไลน์ การเจาะตลาดประเทศ นอกจากนี้ธนาคารไทยพาณิชย์ยังได้สร้างแพลตฟอร์ม Food Delivery “Robinhood” ตัวช่วยสำหรับธุรกิจร้านอาหาร แพลตฟอร์มสำหรับผู้ประกอบการท่องเที่ยวและโรงแรม “SCB Shop Deal” และแพลตฟอร์ม มณี Free Solutions” บริหารจัดการธุรกิจแบบมืออาชีพและครบวงจร 

คุณพิทูร กล่าวว่า SCB Business Center จะกลับมาให้ความรู้กับ SME ผ่านกิจกรรมต่างๆ อาทิ อบรม สัมมนา จับคู่ธุรกิจ อย่างต่อเนื่องเร็วๆ นี้ ในรูปแบบ Hybrid Seminar ผสมผสานทั้งรูปแบบออฟไลน์ และออนไลน์ เพราะต้องการช่วยเอสเอ็มอีที่ได้รับผลกระทบจาก COVID-19 และเสริมความแกร่งให้เอสเอ็มอีให้ไปต่อได้อย่างมั่นคง

ไม่เพียงแต่บริการอบรมสัมมนาเท่านั้น SCB Business Center ยังเป็น Co-Working Space แหล่งจุดประกายความคิดสำหรับผู้ประกอบการที่เต็มไปด้วยบริการที่ตอบโจทย์ ไม่ว่าจะเป็นบริการ  Financial Advisory ที่ปรึกษาทางการเงินสำหรับผู้ประกอบการที่ต้องการขยายธุรกิจ หากต้องการคำปรึกษาในการเงินทุนหมุนเวียน เสริมสภาพคล่อง การขยับขยายกิจการ สามารถเดินเข้ามาคุย หรือนัดพบเพื่อรับคำปรึกษากับผู้เชี่ยวชาญทางการเงินที่ SCB Business Center ได้ตลอดเวลา โดยเราจะช่วยวิเคราะห์งบการเงิน แนะนำแนวทางในการขอสินเชื่อ การเตรียมเอกสาร การเตรียมความพร้อมก่อนการขอสินเชื่อ และบริการทางการเงิน รับ โอน จ่าย ครบวงจร  

 นอกจากนี้ ยังร่วมมือกับกรมพัฒนาธุรกิจการค้าให้บริการออกหนังสือรับรองนิติบุคคล  รับรองสำเนาทางอิเล็กทรอนิกส์ (e-Certificate) ที่สาขาสยามสแควร์ด้วยเช่นกัน 

คุณพิทูร สรุปการทำงาน SCB Business Center ว่า ยังคงเน้นการสร้างเครือข่าย (Network) สร้างความรู้ (Knowledge) เป็นอันดับแรก ตามมาด้วยโซลูชั่นทางการเงิน (Financial Solution) แต่ที่สำคัญอยากให้ผู้ประกอบการเปิดใจ รับความรู้ ปรับตัวเร็ว ก็จะรอดในทุกสถานการณ์ เพราะ Financial Solution เป็นแค่เครื่องมือสนับสนุนเท่านั้น
 

“ข้อดีของเอสเอ็มอีคือ คิดเร็ว ปรับตัวไว ยิ่งถ้ากล้าปรับตัวภายใต้วิกฤติ และมีคอนเนคชั่นที่แข็งแรง ก็จะส่งผลให้ทำธุรกิจได้ดียิ่งขึ้น เมื่อเสริมกับแหล่งเงินทุนที่เติมเข้าไป ยิ่งทำให้เขาเติบโตไปได้อย่างรวดเร็ว”

Published on 16 October 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

บทความแนะนำ

เบลล์ ขอบสนาม เส้นทางความสำเร็จของ Content Creator เรื่องกีฬา

ความชื่นชอบเรื่องของกีฬาเกิดขึ้นตอนไหน

คุณเบล : ถ้าชอบกีฬา น่าจะชอบตั้งแต่จำความได้เลย แต่ถ้าฟุตบอล น่าจะตอนปี 1990 ก็ประมาณ 8-9 ขวบ เพราะว่าผมจำค่ำคืน UEFA Champions League ปี 1999 ได้ วันนั้นเป็นวันที่ผมรู้จักฟุตบอล รู้จักแมนยูฯ

 

การเตรียมความพร้อมที่จะลงสนาม Content Creator

คุณเบล : สิ่งที่ผมคิดไว้ตั้งแต่ผมเรียนแล้วว่า ผมจะไม่รอมานั่งค้นหาประสบการณ์ตัวเองหลังจากผมได้รับใบปริญญา แต่ก่อนใบปริญญาจะอยู่สู่มือผม ผมต้องมีทุกอย่างครบหมดแล้ว คือพร้อมที่จะออกไปสู้คนอื่น

 

อะไรคือจุดเริ่มต้นเพจขอบสนาม

คุณเบล : จนผมเรียนจบตอนปีสี่ ผมก็ได้ไปทำงานกับพี่บี้เลยทันที ที่ก่อกำเนิดเป็น เดอะ สกาฟิล์ม พอทำให้พี่ดังติดประเทศไปแล้วตอนนั้น ผมรู้สึกว่าเราควรมีงานของตัวเองบ้าง ผมก็มองแค่ว่า เราทำงานประจำเงินเดือนเท่านี้ ต้องนั่งไปอีกกี่ปีกว่าจะได้รถได้บ้าน ผมก็เลยคิดว่า มีงานเสริมแล้วกัน ก็เลยทำเพจนี่แหล่ะ เพจกีฬา นี่คือจุดเริ่มต้นครับผม

 

คิดว่าความเปลี่ยนแปลงในอนาคตจะเป็นอย่างไร

คุณเบล : ผมคิดว่ายุคโซเชียลกำลังจะมา มันไม่มีทางที่คนจะนั่งดูทีวีไปเรื่อย ๆ  ปีที่ทีวีดิจิทัลกำลังจะประมูลกัน มันเป็นปีที่ YouTube เข้ามาแล้วครับ นี่คือความเปลี่ยนแปลงในวันที่ผมเห็น ผมรู้สึกว่าทางโซเชียล ถ้าคุณมาก่อนแล้วหาทางได้ก่อน คุณจะรู้ช่องทาง คือผมไม่ได้แค่เอาความชอบตัวเองเป็นหลัก แต่เรามองบริบทความเป็นจริงสังคมด้วยว่า ณ วันนี้ เราโตมากับสังคมแบบไหน และรูปแบบงาน ตำแหน่งงานจะเป็นอย่างไรในอนาคต ต้องมองตรงนี้ มองให้ครบ

 

รายการขอบสนามมีรูปแบบรายการอย่างไร

คุณเบล : สมัยก่อนที่ผมจะทำขอบสนาม ผมไปค้นคว้าข้อมูลนะครับ แล้วก็พัฒนาเนื้อหาของตัวเอง ในมุมของตัวเอง ตกผลึกมามันต้องมีความตลก มันต้องเป็นภาษาที่พูดกันในชีวิตประจำวัน ซึ่งวันนั้นยังไม่มีใครทำ แนวคิดแรกที่ผมเริ่มก็คือเอาข่าวกีฬามาอ่านให้ฟัง ผมเป็นเสียงแรกในโลกออนไลน์ หลังจากวันนั้น เพจรูปแบบนี้ก็เกิดขึ้นเยอะมากมาย  ดังนั้นผมเริ่มต้นวันที่ไม่มีคู่แข่งครับ เพราะว่าผมดูมาหมดแล้วว่าเขาทำอะไรกัน แล้วผมจะทำอะไรให้ไม่ซ้ำเขา ให้ไม่เหมือนเขา

 

ตั้งแต่เริ่มต้นจนถึงทุกวันนี้ เพจขอบสนามมีความเปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง

คุณเบล : ขอบสนามเปลี่ยนแปลงไปตั้งแต่ผมทำอยู่ในห้อง หกเดือนแรกผมไม่ได้ออกไปไหนเลย ออกจากบ้านอีกทีมาหกเดือน ตกใจ ซึ่งมันดังแล้วอะครับ หกเดือนก็ประมาณเกือบสองล้าน (ผู้ติดตาม) ตอนนั้นออกมาจากบ้านมารับงาน คือโฆษณาเริ่มเข้าแล้ว ผมรู้สึกว่าผมพยายามทำเนื้อหาที่คนไทยเข้าถึงได้ง่าย  แล้ว 5 ปีที่ผ่านมามันเปลี่ยนแปลงไปได้มาก เพราะจากเริ่มคนเดียว วันนี้มี 40 ชีวิตมานั่งดันมันไปเรื่อยๆ  แล้วผมก็ไม่ใช่คนเดียวอีกต่อไปแล้วที่อยู่หน้ากล้อง วันนี้ผมให้โอกาสคนอื่น ผมปั้นคนอื่นได้ อันนี้เป็นสิ่งที่รู้สึกว่ามันเปลี่ยนไปจริงๆ  เราเป็นพื้นที่ที่ถ้าใครมีฝันและรักฟุตบอล มาที่นี่ ผมจะเติมให้ในสิ่งที่คุณต้องการครับ

 

ช่องรายการ Online ของขอบสนาม มีช่องทางใดบ้าง

คุณเบล : ทุกทางเลยครับ ตอนนี้เรามี Facebook ขอบสนาม เรามี YouTube ขอบสนาม เรามี Tik-Tok ขอบสนาม เรามี Twitter ขอบสนาม เรามี Instagram ขอบสนาม นี่คือสิ่งที่ผมมองว่ามันเป็นสิ่งที่เราต้องไปครับ วันนี้เราไม่สามารถยึดโยง แล้วก็อยู่กับแพลตฟอร์มเดียวได้อย่าง Facebook เพราะว่าความสนใจอื่นๆ ก็มี คนที่เขาดูแต่ภาพอย่างเดียวก็มีนะ

 

อุปสรรคที่ต้องเจอในการเป็น YouTuber

คุณเบล : ผมเข้าใจได้ว่าทำไมคนถึงชอบเสียงเรา คนถึงไม่ชอบเสียงเรา เพราะทุกคนมีความเข้าใจ ความชอบไม่เหมือนกันเลย ดังนั้น สิ่งที่เราจะมาทำเป็น YouTube อุปสรรคที่เราต้องเจอแน่ๆ คือ ถ้าคุณทำคอนเทนต์ไม่ดี ณ วันนี้ คนด่าคุณได้ทันทีเลยทันทีเลยที่เขาไม่ชอบคุณ คุณไม่มีโอกาสได้อธิบายด้วยซ้ำ เขากดหยุดปุ๊ป พิมพ์ด่าคุณได้เลย เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องเจอแน่นอน 

มันไม่มีเลยนะครับ ศิลปิน ดารา YouTuber หรือใครก็ตามที่ผลิตผลงานมา ที่คนชอบแบบร้อยเปอรเซ็นต์เต็ม ไม่มีครับ ผมกล้าพูด กล้ายืนยันเพราะว่าผมอยู่ตรงนี้มานานแล้ว จนเห็นทุกอย่างแล้วว่า ไม่มีหรอกทำแล้วคนชอบทุกอย่าง บางคนตัดพ้อ บางคนเจอคำด่าปุ๊ป ความสร้างสรรค์มันหายไปเลย ตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องมีภูมิคุ้มกัน ซึ่งส่วนใหญ่จะตายตรงนี้ คือคุณไม่อยากไปต่อแล้ว บางทีเราอาจจะต้องมองมุมเราว่า เราลองแคร์คนที่เขาชอบงานเรา เราลองมองดูหน่อยไหมว่า เราทำงานมาคนดูตั้งเป็นพันเป็นหมื่น ด่าสองคนเองนะ นอกนั้นเก้าร้อยกว่าคนชม 

ไม่มีใครไม่โดนด่าหรอกครับ ไม่มีจริง ๆ  ถ้าเรามีความแข็งแกร่งตรงนี้ เข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติ คุณเอาความสนใจ เอาพลังใจของคุณไปใส่ใจคนที่เขาชม ตรงนั้นทำให้เราอยู่ยาวได้ ผมไม่ได้คิดว่าเรื่องมันจะเป็นตัวหลักในเวลาคุยงาน ผมคิดว่าผมคุยกับใคร โอกาสเหล่านั้นมันจะสร้างโอกาสให้เขาได้ไหม สร้างโอกาสให้เราได้ไหม ซึ่งสิ่งเหล่านี้สำหรับผมนะ ถ้าใครไม่มีมันเป็นอุปสรรคแน่นอนในการทำโซเชียล เพราะว่ามันไม่มีแบบแผนที่ชัดเจน ถ้าคุณรักงานคุณ งานคุณก็จะรักคุณเหมือนกัน มันก็จะตอบแทนคุณด้วยอะไรสักอย่างครับ

 

คำแนะนำสำหรับคนที่อยากเป็น YouTuber

คุณเบล : ถ้าถามผม ย้อนไปเมื่อแปดปีที่แล้วจะบอกเลยว่า สู้ๆ น้อง แต่ถามในปี 2020 ผมต้องพูดความจริงว่า เหนื่อยหน่อยนะน้อง ต้องขยันกว่าคนอื่นเขามาก ๆ เพราะว่าทุกวันนี้ ทุกคนคิดเหมือนน้องนั่นแหล่ะ ดังนั้น ถ้าหากว่าน้อง ๆ ยังยืนยันว่าอยากจะเป็น YouTuber อยากจะทำอะไรอย่างนี้ สิ่งแรกคือ ต้องไม่หายไปไหน ต้องทำตลอด ไม่ใช่งานอดิเรก แต่มันคือชีวิต ผมไม่ใช้คำว่างานประจำด้วยนะ ถ้าคุณยอมรับว่าสิ่งนี้คือ ชีวิตได้เลย ตื่นขึ้นมาเพื่อถ่ายคลิป ตัดคลิป พากย์คลิป มาเจอคน แล้ววนไป ถ่ายคลิปใหม่ ๆ เจอคนใหม่ ๆ ถ้าคุณชอบชีวิตเหล่านี้ เต็มที่ได้เลย เพราะว่า YouTube คือทางที่คุณชอบ 

ถ้าวันหนึ่งเรามีชื่อเสียง อย่าหยุดที่จะพัฒนาตัวเอง เพราะว่าบางทีมันอาจจะทำให้เราจมหายไปอย่างรวดเร็ว เพราะวันนี้ทุกคนเขาดูคุณจบ อีก 5 นาทีข้างหน้า เขาเอานิ้วโป้งไถไปเจอคนอื่นได้แล้ว ถ้าจะทำ YouTuber หรือจะไปต่อในสายโซเชียล อย่างที่บอก ย้ำอีกครั้ง 3 อย่างเลย หนึ่ง ใจ สอง เวลา สาม Passion  3 อย่างนี้ ใจ เวลา Passion มันตอบทุกอย่างหมด

 

คำแนะนำสำหรับผู้ประกอบการ SME ในยุค Social ควรคำนึงถึงอะไร

คุณเบล : เช่นกันครับ ผู้ประกอบการ  SMEs ต่อให้คุณขายขนมปัง แค่คุณคิดว่าขนมปังของคุณจะอยู่ในโซเชียลอย่างไร สมมติถ้าคุณขายบริการ เป็น Service คุณก็ต้องคิดแล้วว่า คุณจะเอาบริการของคุณเข้าโลกออนไลน์อย่างไรให้คนมาสนใจใช้บริการคุณ คุณไม่ต้องเป็น YouTuber นะ ไม่ต้องมาบ้าพากย์บอลอย่างผมทุกคน แค่จับจุดต่อให้คุณทำธุรกิจอะไรอยู่ก็ตาม นี่คือสิ่งที่เราต้องไปต่อ

Published on 27 October 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

 

บทความแนะนำ

เสริมศักยภาพเอสเอ็มอีไทยด้วย UOB BizSmart บทสัมภาษณ์คุณสยุมรัตน์ มาระเนตร, ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสเอ็มอี, ธนาคารยูโอบี (ไทย)

ธนาคารยูโอบี (ไทย) คือ หนึ่งในสถาบันการเงินชั้นนำที่อยู่เคียงข้างผู้ประกอบการเอสเอ็มอีมาอย่างยาวนานกว่า 80 ปีตั้งแต่เริ่มก่อตั้ง ที่ผ่านมามีบทบาทในเรื่องของการให้ความช่วยเหลือ และส่งเสริมธุรกิจเอสเอ็มอีไทยให้เติบโต และก้าวไปข้างหน้าได้อย่างแข็งแกร่ง 

ธนาคารเล็งเห็นถึงความต้องการ และความจำเป็นของผู้ประกอบการเอสเอ็มอีไทยในการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เพื่อขับเคลื่อนธุรกิจ โดยเฉพาะในเรื่องของการบริหารจัดการธุรกิจให้มีประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการดำเนินธุรกิจให้ประสบความสำเร็จ
  

ธนาคารยูโอบี (ไทย) จึงมุ่งเสริมศักยภาพธุรกิจเอสเอ็มอีด้วยการพัฒนา ยูโอบี บิสสมาร์ท” (UOB BizSmart) โซลูชันจัดการธุรกิจครบวงจรบนระบบคลาวด์ที่สามารถใช้งานได้ง่ายในราคาที่จับต้องได้ เพื่อช่วยผู้ประกอบการลดเวลาการจัดการระบบหลังบ้าน ทำให้มีเวลาในการทำตลาดเพื่อเพิ่มผลกำไรให้กับธุรกิจมากยิ่งขึ้น

ยูโอบี บิสสมาร์ท เป็นโซลูชันที่รวมการทำงานทุกส่วนของธุรกิจแบบครบวงจร ช่วยการจัดระบบธุรกิจต่างๆ เป็นไปอย่างราบรื่น ทั้งในเรื่องของการขาย การออกใบแจ้งหนี้ การจัดการเงินเดือน การจัดทำบัญชี และอื่นๆ เพียงแค่มีบัญชีออมทรัพย์ หรือบัญชีกระแสรายวันบัญชีของธนาคารยูโอบี ก็สามารถเชื่อมต่อกับโซลูชันที่ธนาคารเตรียมไว้สำหรับการบริหารจัดการธุรกิจ และด้านการเงิน ทำให้ผู้ประกอบการสามารถเข้าถึงข้อมูลสำคัญ เพื่อสร้างความสะดวกสำหรับการดำเนินงาน และง่ายต่อการบริหารจัดการระบบการเงินของบริษัท ส่งผลต่อการตัดสินใจเรื่องธุรกิจได้อย่างรวดเร็วขึ้น

ยูโอบี บิสสมาร์ท โซลูชันจัดการธุรกิจออนไลน์ ที่สามารถเข้าใช้งานได้จากทุกที่ผ่านสมาร์ทโฟน จึงช่วยผู้ประกอบการเอสเอ็มอีลดต้นทุน และประหยัดเวลาในการบริหารธุรกิจ ด้วยฟังก์ชันการใช้งานที่จำเป็นสำหรับการบริหารจัดการธุรกิจขนาดเล็ก มีระบบจัดการมาตรฐานสากล SAP Business One ที่ช่วยเพิ่มศักยภาพการทำงานให้ครอบคลุมมากขึ้นตามการเติบโตของธุรกิจได้อย่างราบรื่น

หนึ่งในฟังก์ชันที่น่าสนใจของ ยูโอบี บิสสมาร์ท คือ การบริหารทรัพยากรบุคคล เช่น การจ่ายเงินเดือนพนักงาน และระบบวันลาของพนักงานผ่าน HReasily โดยผู้ประกอบการสามารถเข้าไปใช้งาน SAP Business One ซึ่งเป็นโซลูชันการบริหารจัดการ และเป็นครั้งแรกที่ SAP ร่วมกับธนาคารยูโอบีในการให้บริการ SAP Business One แก่เอสเอ็มอีไทย

เจ้าของธุรกิจสามารถเลือกแพคเกจตามฟังก์ชันที่เหมาะสมกับธุรกิจ และตามจำนวนผู้ใช้งานในองค์กรโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมสำหรับแพคเกจพื้นฐาน ราคาเริ่มต้นที่ 700 บาท สูงสุดเพียง 1,800 บาท 

 

คุณสยุมรัตน์ มาระเนตร ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจเอสเอ็มอี ธนาคารยูโอบี (ไทย) กล่าวถึงนโยบายการให้ความช่วยเหลือเอสเอ็มอีไทยว่า เป็นการเน้นช่วยเหลือผู้ประกอบการให้เติบโตในระยะยาว และมีการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้ลูกค้าค่อยๆ เติบโตอย่างยั่งยืน ด้วยการมอบโซลูชันส์แบบครบวงจรที่ตอบโจทย์ความต้องการทางธุรกิจของลูกค้า 

เราพยายามนำเสนอบริการที่เป็นมากกว่าธนาคาร โดยต้องเชื่อมต่อธุรกิจของลูกค้าตั้งแต่ต้นน้ำจนปลายน้ำ หรือช่วยเหลือให้เอสเอ็มอีสามารถขยายธุรกิจไปประเทศเพื่อนบ้านได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เราติดตามสถานการณ์และความต้องการของลูกค้าที่เปลี่ยนไปทุก 3 - 5 ปี ว่าควรต้องใช้เทคโนโลยีด้านใดเข้ามาช่วยอีก ซึ่งลูกค้าเอสเอ็มอีต้องมาเรียนรู้ไปด้วยกันเพื่อสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

ปัจจุบัน ธนาคารยูโอบี (ไทย) มีลูกค้าที่เป็นธุรกิจเอสเอ็มอีทั้งหมดกว่า 50,000 ราย โดยเอสเอ็มอีที่เป็นกลุ่มผู้ใช้งาน ยูโอบี บิสสมาร์ท จะเป็นกลุ่มที่ยอดขายไม่เกิน 400 ล้านบาท วงเงินสินเชื่อไม่เกิน 40 ล้านบาท 

ยูโอบี บิสสมาร์ท เน้นการเข้าถึงกลุ่มลูกค้าเอสเอ็มอีที่มีขนาดค่อนข้างใหญ่และมียอดขายประมาณ 200 ล้านบาท ซึ่งเป็นกลุ่มที่ไม่ได้มีความกังวลเรื่องการจัดเก็บภาษี และรู้ว่าระบบสามารถช่วยงานได้จริง ขณะเดียวกันทางภาครัฐต้องการผลักดันเรื่องระบบบัญชีเดียว เราจึงได้นำไปเชื่อมต่อกับระบบบัญชีที่มีอยู่จริงในลักษณะ Total Solution 

ปีนี้เป็นปีแรกที่ธนาคารขยายความช่วยเหลือมายังเอสเอ็มอีขนาดเล็ก ที่ผ่านมาได้จัดสัมมนาออนไลน์เพื่อให้ความรู้เรื่องบัญชีเดียว  ซึ่งผลตอบรับดีเกินคาดมีผู้ให้ความสนใจเข้าฟังมากขึ้น โดยคาดว่าอีกไม่นานระบบบัญชีเดียวจะเป็นเรื่องที่ทุกคนพูดถึง จึงเชื่อว่าอนาคตความต้องการการใช้โซลูชันนี้จะมีเพิ่มมากขึ้น

คุณสยุมรัตน์ ยังมองว่าปัญหาและอุปสรรคในการดำเนินธุรกิจของเอสเอ็มอีส่วนใหญ่เป็นเรื่องของต้นทุนการทำธุรกิจ และหลายครั้งมักไม่ได้คำนวณค่าใช้จ่ายบางจุดที่เป็นส่วนหนึ่งของต้นทุนด้วยเช่นกัน เช่น การนำบ้าน หรือสินทรัพย์ส่วนตัวมาทำธุรกิจก็คือต้นทุนประเภทหนึ่ง หรือลืมให้ค่าแรงกับตัวเอง และคนในครอบครัว ซึ่งจะส่งผลต่อความถูกต้องในการทำตัวเลขในระบบบัญชี และมีผลไปถึงเรื่องของการเข้าถึงแหล่งเงินทุน ที่อาจไม่ได้รับการพิจารณาสินเชื่อ หากมีการทำตัวเลขที่ไม่ถูกต้อง หรือไม่ตรงกับความเป็นจริง 

ถ้าเรามีการจัดกระบวนทัพที่ดี ทำทุกอย่างถูกต้องทั้งหมดก็ไม่ต้องกังวลเรื่องภาษี และอย่าติดกับในเรื่องยอดขายที่เพิ่มขึ้นโดยไม่ได้ดูเรื่องต้นทุนของสินค้านั้นๆ ดังนั้นการดำเนินธุรกิจได้อย่างมีประสิทธิภาพต้องมีระบบการทำตัวเลขที่ชัดเจน โดยผู้ประกอบการที่มีความตั้งใจอยากจะปรับในเรื่องดิจิทัลควรมีโซลูชันเข้ามาช่วยบริหารเพื่อลดต้นทุน เป็นประเด็นสำคัญ และควรมองการเติบโตแบบมั่นคง อย่าไปมองว่าต้องเติบโตกี่หลัก แต่อยากให้เอสเอ็มอีมองภาพรวมให้ครบในเรื่องของต้นทุนที่เกิดขึ้นว่าเป็นต้นทุนระยะสั้น หรือระยะยาว ถ้าเป็นต้นทุนระยะยาวต้องสร้างความยั่งยืนอย่างไร และคำนึงปัจจัยรอบด้านที่จะส่งผลกับการเติบโตของธุรกิจ” 

ยูโอบี บิสสมาร์ท คือ โซลูชันหนึ่งที่ช่วยให้ธุรกิจปรับองค์กรสู่ดิจิทัลซึ่งคุณสมบัติข้อแรกของการทรานส์ฟอร์มธุรกิจ คือ ผู้ประกอบการต้องเต็มใจ และอยากที่จะทำ เมื่อเข้ามาถึงกระบวนการที่เริ่มทรานส์ฟอร์มธุรกิจจะมีหลายๆ อย่างที่ต้องมีการปรับกระบวนการ หรือ Business Process ให้เข้ากับระบบด้วยเช่นกัน ดังนั้นการทรานส์ฟอร์มธุรกิจจะสำเร็จหรือไม่นั้น ก็ขึ้นอยู่กับตัวธุรกิจเองด้วย 

คุณสยุมรัตน์ กล่าวเสริมว่า ความท้าทายหลังจากนี้ เป็นเรื่องของความไม่หยุดนิ่งของสิ่งใหม่ๆ ที่จะเกิดขึ้น ซึ่ง New Normal ที่เกิดขึ้นไม่มีใครรู้ว่าจะอยู่อีกนานแค่ไหน ส่วนการเตรียมพร้อมสำหรับหลังสถานการณ์โควิด ทางยูโอบีมองว่า จะมุ่งไปที่การให้ความช่วยเหลือลูกค้าปัจจุบันเป็นลำดับแรก เพื่อให้ธุรกิจของลูกค้าอยู่รอดไปพร้อมกัน เนื่องจากเอสเอ็มอีเป็น ฟันเฟืองสำคัญที่ขับเคลื่อน เศรษฐกิจ และยังอิงกับจีดีพีของประเทศเป็นหลัก 

วันนี้สถานการณ์โควิด-19 เร่งให้ทุกคนเกิดการทรานส์ฟอร์ม การมีวิสัยทัศน์ที่มองการณ์ไกลไปข้างหน้า 1-2 ก้าว จึงเป็นเรื่องสำคัญมาก และจากการล็อคดาวน์ที่ผ่านมา ทำให้เห็นภาพว่า องค์กรไหนมีความพร้อม องค์กรไหนไม่มีความพร้อม ซึ่งการมองไปข้างหน้าหรือการทรานส์ฟอร์มด้วยการนำ ยูโอบี บิสสมาร์ท เข้ามาช่วย ทำให้ลูกค้าสามารถบรรเทาผลกระทบที่เกิดขึ้นจากวิกฤติครั้งนี้ คุณสยุมรัตน์ กล่าว

Published on 12 October 2020
SMEONE เพิ่มโอกาสให้ SME ไทย

บทความแนะนำ